จากอู่ฮั่นสู่ COVID-19 : การเดินทางแห่งเชื้อร้ายมหันตภัยโลก

 จากอู่ฮั่นสู่ COVID-19 : การเดินทางแห่งเชื้อร้ายมหันตภัยโลก
Spread the love

จำนวนยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลก 71,279 ราย เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 70,499 ราย และยอดผู้เสียชีวิตที่ 1,773 ราย คือสถานการณ์ล่าสุดของ ‘โคโรนาไวรัส’ หรือชื่อตามองค์การอนามัยโลก ‘โควิด-19’ ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างง่ายๆ โดยตลอดสามเดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวและสถานการณ์การเฝ้าระวังจากนานาประเทศอย่างใกล้ชิด กับมหันตภัยโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่ที่ยังคงเป็นปริศนาสำหรับแวดวงสาธารณสุขกันโดยตลอด

มันน่าสงสัยอยู่ไม่น้อย ว่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมานั้น เชื้อร้ายมีเส้นทางการแพร่ระบาดอย่างไร?

247 City Life ขอย้อนเส้นทางของเชื้อร้ายที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิดของโควิด-19 ตัวนี้ ว่าเริ่มต้นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น และสถานการณ์ในปัจจุบันดำเนินไปในทิศทางไหนกัน อย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกท่านจะรู้เท่าทัน และสามารถป้องกันตัวเองภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่มนุษยชาติกำลังพบเจอ นับจากภัยของไข้หวัดสเปนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และเชื้อซาร์สเมื่อ 17 ปีก่อน

จากอู่ฮั่น สู่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่

ปราศจากสัญญาณเตือนใดๆ การแพร่ระบาดนั้นมีจุดเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2019 ซึ่งองค์การอนามัยโลก ได้รับแจ้งจากทางการจีน ว่าพบเชื้อโรคปอดบวมรุนแรงหลายกรณี ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ที่มีประชากรมากถึง 11 ล้านคน โดยมีการสันนิษฐานว่า มีจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดจากตลาดสดอาหารทะเลของเมือง

นั่นคือครั้งแรก ที่ทางการแพทย์ต้องกุมขมับ เพราะผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาใดๆ และเสียชีวิตโดยฉับพลัน เริ่มจากผู้สูงอายุและเด็กที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ โดยผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นชายวัย 61 ปี ซึ่งถือว่าเป็น ‘Patient Zero’ หรือผู้เสียชีวิตคนแรกอย่างเป็นทางการ

การแพร่ระบาดยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นเป็นทวีคูณ จนในที่สุด วันที่ 9 มกราคม 2020 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดใหม่อย่างเป็นทางการ โดยเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์โคโรนา ซึ่งอยู่ในจำพวกเดียวกับโรคที่เกี่ยวข้องกับหวัดและปอด

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับประเทศจีนที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อร้าย เพราะเคยมีกรณี  ‘ไข้หวัดหมู’ หรือ H5N1  ซึ่งสามารถยับยั้งและป้องกันไปได้แล้ว  แต่กับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ มีความร้ายแรงอย่างมากจนกลายเป็นวิกฤติการณ์ที่ทำให้เมืองอู่ฮั่นต้องปิดเมือง เกิดสภาวะขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค และโลกก็ได้รับรู้ถึงมหันตภัยร้ายที่เรียกขานกันว่า ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ ในตอนนั้นนั่นเอง

เมื่อโคโรนาไวรัส กลายเป็น ‘โควิด-19’

โคโรนาไวรัสไม่ได้จบลงที่เมืองอู่ฮั่น  เพราะเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2020 พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อรายแรกของประเทศญี่ปุ่น เป็นชายวัย 30 ปีจากจังหวัดคานากาวะ ซึ่งเคยมีประวัติพำนักที่เมืองอู่ฮั่นในช่วงต้นเดือนมกราคม พร้อมกับการประกาศผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ รายที่สองจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นชายวัย 69 ปี

นอกจากนี้ ตามหัวเมืองใหญ่ของประเทศจีน ก็เริ่มพบการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส ตั้งแต่กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ จนถึงเซิ่นเจิ้น พบยอดผู้ติดเชื้อกว่า 200 ราย ในขณะที่ผู้ติดเชื้อในอู่ฮั่น ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ทางการจีนได้เร่งดำเนินการสร้างโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง

สถานการณ์ต่างๆ ยังคงดูมืดมน เมื่อโคโรนาไวรัส ได้แพร่ระบาดจากหัวเมืองใหญ่ประเทศจีน สู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกในอัตราเร่ง และนานาประเทศต่างเฝ้าระวัง พร้อมออกมาตรการไม่ให้ชาวจีนเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนความร้ายแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศชื่อเรียกขานของโคโรนาไวรัสจากเมืองอู่ฮั่นนี้ใหม่ว่า  ‘COVID-19’ ที่ย่อมาจาก Corona (CO), Virus (VI) และ Disease  ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกได้พุ่งสูงถึง 1,112 คน โดยยอดจำนวนผู้เสียชีวินนั้นเฉพาะในมณฑลหูเป่ยเพียงแห่งเดียวมียอกสูงถึง 1,068 คน และจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่มีมากกว่า 44,787 ราย

สถานการณ์ปัจจุบันกับการรับมือของประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินนโยบายเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่การเฝ้าระวังผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ, การนำคนไทย 137 คนกลับจากประเทศจีนพร้อมตรวจสอบโรคก่อนปล่อยกลับบ้าน จนถึงล่าสุด การไม่อนุญาตให้เรือสำราญ Diamond Princess ขึ้นท่าเทียบฝั่งที่ประเทศไทย หลังจากพบว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จำนวน 355 คน รวมถึงเรือ Westerdam ที่ต้องขึ้นฝั่งที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา

ในขณะเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ กระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่ 33 ราย หายดีกลับบ้านได้ 1 ราย เป็นหญิงชาวจีนวัย 33 ปี ในขณะที่ผู้ป่วยอีก 20 รายยังอยู่ในการเฝ้าระวังของแพทย์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในประเทศไทยและบุคลากรทางด้านสาธารณสุขก็มีข่าวดีในความคืบหน้าการรับมือกับไวรัสโควิด-19 เพราะเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประสบความสำเร็จในการเพาะเชื้อโควิด-19 จากสารคัดหลั่งผู้ป่วยได้สำเร็จ นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยพัฒนาวัคซีน ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ต่างระดมสมองอย่างเต็มกำลัง โดยประเมินว่าจะมีความคืบหน้าได้ใน 3-5 เดือนนับจากนี้

อุณหภูมิหน้าร้อนเฉียด 40 องศา กับสถานการณ์โควิด-19

อีก ไม่กี่วันก็จะผ่านพ้นเดือนที่สองของปี 2020 ซึ่งมาพร้อมกับอุณหภูมิอากาศก็เริ่มสูงขึ้น มีการประเมินกันว่า เชื้อร้ายนั้นน่าจะถูกยับยั้งจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการแพร่ระบาด แต่การกระจายของเชื้อร้ายสายพันธุ์ใหม่ระดับมหันตภัยครั้งนี้ ยังยากที่จะชี้วัดหรือเจาะจงไปว่า จะจบลงเมื่อใด

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง ผู้ที่ต้องติดต่อและสัมผัสกับพื้นที่พลุกพล่าน การล้างมือ การใช้ช้อนกลาง การใช้หน้ากากอนามัย ยังคงเป็นวิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่ทุกสิ่งเป็นความเสี่ยง ซึ่งต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

แม้ไม่อาจประเมินได้ว่าต้องอยู่กับภัยที่มองไม่เห็นเช่นโควิด-19 นี้อีกนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษยชาติได้พิสูจน์มาแล้ว คือ ความสามารถในการข้ามผ่านและเอาชนะโรคร้ายได้ในท้ายที่สุด พลังใจและการป้องกันที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤติการณ์นี้ ไปด้วยกัน

247CityLife

247CityLife

Related post