SMILING AND KEEP GOING FORWARD

 SMILING AND KEEP GOING FORWARD
Spread the love

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

ในชีวิตของคนคนหนึ่ง ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีทั้งเวลาที่สดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องดีๆ และวันที่เศร้าหมองมองไปก็เห็นแต่ปัญหา ประหนึ่งว่าโลกทั้งใบได้กลายเป็นสถานที่อับแสง ไร้เรี่ยวแรง หมดซึ่งความหวัง และในสถานการณ์เช่นนั้นเอง ที่จะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า คนผู้นั้นจะก้าวต่อไปในหนทางไหน และด้วยวิธีการใด

สำหรับ ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ความมืดมิดไม่ได้เป็นเพียงนิยาม หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทางกายภาพ เมื่อสองดวงตาต้องอับแสงตั้งแต่วัยเยาว์ จากอุบัติเหตุที่แก้ไขย้อนคืนไม่ได้…

แต่ความมืดมิดไม่ได้เป็นอุปสรรคใดสำหรับอาจารย์ เพราะตลอดเวลาที่ 24 7 City Magazine ได้รับเกียรติร่วมพูดคุยกับอาจารย์ผู้มีเมตตา ทำให้สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงแห่งความหวัง พลังแห่งความกระตือรือร้น ความปรารถนาดีที่พร้อมจะมอบให้กับทุกคนที่อยู่เคียงข้าง ผ่านการอุทิศตนทั้งในฐานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ รวมถึงร้านกาแฟ Yimsoo Cafe ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังด้านบวกของเพื่อนๆ ผู้อาจจะพิการทางร่างกาย แต่หัวใจสมบูรณ์เต็มเปี่ยม

อะไรคือพลังที่ผลักดันให้อาจารย์เดินหน้าได้อย่างมั่นคง แนวคิดใดที่เป็นหลักยึดอันเหนียวแน่นในใจ และสิ่งใดคือเป้าหมายสูงสุดที่ทำให้อาจารย์ยังคงเดินหน้าอย่างไม่รู้เหนื่อย มาร่วมสัมผัสกับบทสัมภาษณ์ ที่เติมเต็มพลังแห่งหัวใจ ให้ ‘ยิ้มสู้’ ไปพร้อมกัน…

ถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นมองเห็นศักยภาพและ ความสามารถได้ เขาก็จะมองข้ามความพิการไปเอง

ชีวิตในช่วงวัยเด็กของอาจารย์

ศ.วิริยะ : ผมเติบโตมาแบบปกติทั่วไป แต่ตอนอายุ 15 ประสบอุบัติเหตุ โดนลูกหลงของระเบิดไดนาไมต์ เพราะตอนนั้นเป็นช่วงสงครามเวียดนาม ทำให้สูญเสียการมองเห็น แต่โชคดีได้เข้าฝึกที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ซึ่งมี Miss Genevieve Caulfield สตรีตาบอดชาวอเมริกันอุปถัมภ์เป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับชีวิตของผมอย่างมาก ท่านจะย้ำเสมอว่า “ถึงจะตาบอด แต่เราสามารถทำได้ทุกอย่าง และเป็นคนตาบอด ต้องรู้จักให้” ตอนนั้นผมเถียงคุณครูเลยนะว่าเราเองก็พิการ จะไปช่วยอะไรใครได้ แต่ท่านตอบผมหนักแน่นว่า ทำได้ ขอเพียงใจเรามุ่งมั่น ยิ้มไว้ แล้วมอบสิ่งดีๆ ออกไป

ต้องสูญเสียการมองเห็น สร้างความลำบากให้อาจารย์มากน้อยเพียงใด

ศ.วิริยะ : ต้องยอมรับว่า ในช่วงแรกๆ ก็ยากและมีท้ออยู่ไม่น้อย จนทุกวันนี้ ทักษะบางอย่างของผมก็อาจจะไม่ได้ดีเทียบเท่ากับคนที่ตาบอดมาตั้งแต่เกิด เช่นการอ่านอักษรเบรลล์ ที่ผมอ่านได้ค่อนข้างช้า ก็เลยใช้เทคนิคอื่นๆ ประกอบ อย่างการจดชวเลขเข้ามาช่วย หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็ทำให้อะไรๆ นั้นง่ายขึ้น(อาจารย์สาธิต Application อ่านตัวอักษรของโทรศัพท์มือถือ)

ที่มาที่ไปของการตัดสินใจมาเป็นอาจารย์

ศ.วิริยะ : ก็เป็น Miss Genevieve อีกเช่นเคยที่บอกว่า ถ้าเราช่วยตัวเองได้ เรียนรู้ที่จะท้าทายตัวเอง ก็อยากจะให้ส่งมอบสิ่งดีๆ เพราะเป็นคนตาบอด ต้องรู้จักให้ ทำให้เกิดเป็นสมาคมคนตาบอด อันเป็นสมาคมคนพิการแห่งแรกๆ ของประเทศไทย ได้อานิสงส์ของรุ่นพี่ในการผลักดันกฎหมายเพื่อผู้พิการ อันนำไปสู่กฎหมายข้าราชการพลเรือนในช่วงที่ผมสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดี ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ท่านค่อนข้างใกล้ชิดกับผู้พิการ และได้รับรู้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่สามารถรับราชการได้ แม้จะสำเร็จการศึกษาและมีความรู้ความสามารถเหมือนคนอื่นทั่วไป จากเดิมในข้อกฎหมายที่ห้ามผู้พิการ ทุพพลภาพ ท่านก็เติมในส่วนวลี ‘จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้’ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้กับผู้พิการ สำหรับผมต้องบอกว่าโชคดีที่ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ คณะบดีสมัยที่ผมเรียน และ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  เห็นว่าผมมีความสามารถ สอบได้ที่ 1 ของรุ่น เลยให้โอกาสผมมาเป็นอาจารย์จนปัจจุบัน และมีโอกาสได้ร่วมบริหารมูลนิธิคนตาบอดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง Christian Foundation for the Blind หรือมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดอีกด้วย

แล้วผู้พิการที่ไม่ได้มีความสามารถที่โดดเด่นจนเป็นที่สะดุดตา จะติดปัญหาในการใช้ชีวิตอย่างไร

ศ.วิริยะ : มันจะเกี่ยวเนื่องกับที่ผมบอกว่า ถ้าเราแสดงศักยภาพบางอย่างไปคนอื่นจะมองข้ามความพิการ นั่นหมายถึงในภาพรวมด้วย อย่างผมที่ได้เข้าไปเป็นอาจารย์ ก็เป็นการแสดงตัวอย่างให้เห็นว่า ดูสิ ขนาดธรรมศาสตร์ยังรับอาจารย์วิริยะเข้าสอนเลย แล้วทำไมที่อื่นๆ จะไม่ให้โอกาสผู้พิการบ้าง

ความท้าทายที่อาจารย์พูดถึง อยากให้ช่วยขยายความในจุดนี้

ศ.วิริยะ : ในจุดนี้ก็ได้จาก Miss Genevieve อีกเช่นกัน ท่านบอกผมว่า ถ้าจะให้ศักยภาพของเราออกมาได้ เราต้องหาเรื่องที่ท้าทายทำ มองวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งในตะวันตก เขาพยายามอย่างมากที่จะเปลี่ยนจุดอ่อนเช่นการสูญเสียการมองเห็นให้เป็นจุดแข็ง อย่างเช่นที่ต่างประเทศจะมีร้านอาหารแบบ Dinner in the Dark ที่รับประทานในห้องมืด ให้คนตาบอดปรุง คนตาบอดเสิร์ฟ และผู้รับประทานอยู่ในความมืด ได้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง ราคาสูง และมีคนให้ความสนใจอย่างมาก นี่คือการทำจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง เช่นเดียวกับที่ผมอยากให้น้องๆ ผู้พิการได้เรียนรู้จากร้าน Yimsoo Cafe แห่งนี้

มุมมองของอาจารย์ที่มีต่อช่องแบ่งแยกระหว่างผู้พิการและคนทั่วไป

ศ.วิริยะ : เรื่องช่องแบ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมดานะ แต่ถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นมองเห็นศักยภาพและความสามารถได้ เขาก็จะมองข้ามความพิการไปเอง เรื่องเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเราให้โอกาสคนพิการได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติทั่วไป อย่างปี พ.ศ. 2561 นั้น ที่สหรัฐอเมริกา การแข่งขันเชฟ คนตาบอดชนะได้เป็นอันดับ 1 เพราะแม้ว่าจะตาบอด แต่สัมผัสด้านรสชาติของเขานั้นได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี หรือผู้พิการบางคน แค่เพียงดีดนิ้ว ก็สามารถวัดระยะ รับรู้ตำแหน่งของสิ่งต่างๆ ในห้องได้ทันที แบบเสียงสะท้อนก้อง แบบค้างคาว แม้แต่คนตาบอดกับวงการแพทย์ ก็พบว่ามีความสามารถในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ดีจากการสัมผัส แม้ว่าจะยังไม่มีอาการก็ตาม นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า คนพิการก็ใช้ชีวิตอย่างปกติได้

อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดที่ว่า ‘ผู้พิการถูกทำให้พิการด้วยสภาพแวดล้อม’ และแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการในประเทศไทย

ศ.วิริยะ : มันเริ่มจากแนวคิดก่อนเลยครับ อย่างประเทศแถบตะวันตกเขาเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า ถึงจะพิการ ก็ยังมีความสามารถ หาเรื่องท้าทายให้ลองทำ อย่างคนตาบอดทำอาหารที่กล่าวไป หรือผู้พิการตาบอดบางคนอยากปีนเขา เอาสิ สนับสนุนเต็มที่ แต่กลับกัน พอเป็นสังคมไทย มีความเชื่อที่ตรงกันข้ามว่า ถ้าพิการ คงทำอะไรไม่ได้หรอก ก็เลยเป็นการทำลายสองสิ่งที่สำคัญของมนุษย์ คือ โอกาสในการพัฒนาตนเอง หรือ Empowerment ไม่ให้เรียนหนังสือ ไม่ให้ทำงาน ไม่ให้ทำอะไรเลย และอย่างที่สอง คือ สภาพแวดล้อมที่ไม่ No Barrier หรือที่ต่างประเทศเรียกว่า Inclusive Society เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อสำหรับทุกคน ต้องไม่มีกำแพงกีดกั้นใดๆ ซึ่งถ้าสองข้อที่ว่ามาถูกทำให้หายไป ผู้พิการได้รับโอกาส สภาพแวดล้อมไม่เป็นอุปสรรค ความพิการหรือ Impairment นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็แค่ความไม่สะดวกเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น และแนวคิดเหล่านี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะผู้พิการ แต่รวมถึงคนในภาคส่วนอื่นๆ ที่ครบถ้วนทางร่างกายด้วย อย่างชาวเขาชาวดอย เราไปทำให้เขาลำบาก ไม่ให้โอกาสในการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง แล้วไปสร้างความรังเกียจ ก็เลยยิ่งห่างไกลเข้าไปทุกที

ประเทศแถบตะวันตก เขาเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า ถึงจะพิการ ก็ยังมีความสามารถ แต่กลับกัน พอเป็นสังคมไทย มีความเชื่อที่ตรงกันข้ามว่า ถ้าพิการ คงทำอะไรไม่ได้หรอก

ถ้าเทียบระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการในประเทศไทยกับต่างประเทศ

ศ.วิริยะ : ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังห่างไกล คือในตัวเมืองเราอาจจะค่อนข้างใกล้เคียงกับระดับสากล แต่ในชนบทนั้นยังเหมือนเดิม นั่นทำให้ผู้พิการในประเทศไทยประมาณ 800,000 คนที่อยู่ในวัยทำงาน มีงานทำแค่เพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น อย่างล่าสุดที่ผมเอาโควตาของบริษัทที่จะรับผู้พิการ เปิดโครงการฝึกอบรม มีค่าใช้จ่ายให้ มีรายได้รับประกันแน่นอน บอกไป 100 ครอบครัว มาเพียง 4 ครอบครัว เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่เชื่อว่าผู้พิการจะสามารถทำอะไรได้ แต่เราก็ฝึก 4 ครอบครัวที่มาให้เป็นต้นแบบในชุมชน เพื่อไปต่อยอดในภายหลัง ก็เริ่มประสบผล มีครอบครัวที่มาสมัครเพื่อฝึกฝนมากขึ้น แต่ในต่างประเทศ อย่างที่ผมไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2524 ที่ Perkins School for the Blind  โรงเรียนสอนคนตาบอดที่มีชื่อเสียง ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ ได้มีโอกาสปั่นจักรยานอาสาสมัครไปตามที่ต่างๆ ในช่วงฤดูร้อน รวมถึงสถาบันการศึกษาเอง มีผู้พิการเข้ามาเรียนร่วมกับคนปกติเป็นเรื่องที่พบเห็นทั่วไป ถ้าไม่รวมผู้พิการซ้ำซ้อนที่จะมีโรงเรียนแยกออกมาต่างหาก      

ดูอาจารย์เน้นความสำคัญของ Inclusive Society ค่อนข้างมาก

ศ.วิริยะ : แน่นอนครับ เพราะแนวคิดเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่เฉพาะผู้พิการ แต่รวมถึงคนในภาคส่วนอื่นๆ ที่ครบถ้วน
ทางร่างกายด้วย เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันให้สังคมเป็น Inclusive Society เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน บางคนที่เริ่มต้นมีไม่มาก ก็อาจจะต้องมีแต้มต่อนิดหนึ่ง อย่างผมที่พิการตาบอด ก็ต้องการสื่ออักษรเบรลล์ ซึ่งแม้ว่าจะแพงสักหน่อย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็น หรืออย่างชาวดอยบางส่วนที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา เราต้องยอมให้มีโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือพัฒนาคุณครูขึ้นไปสอน มีค่าตอบแทนที่มากพอ ที่ก่อให้เกิดความพยายาม
ในเรื่องกองทุนเสมอภาค

แล้วในส่วนกองทุนเสมอภาคนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร

ศ.วิริยะ : กองทุนนี้ ซึ่งในปัจจุบันได้รับการผลักดันให้ขึ้นเป็น พ.ร.บ. ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วนั้น เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และกองทุนนี้คือสิ่งที่ต้องมีเพื่อให้ถึงเป้าประสงค์ดังกล่าว โดยจะให้โอกาสทั้งเด็กในการศึกษา และการพัฒนาครูให้มีศักยภาพที่จะมอบการศึกษาที่ดีแก่เยาวชนไทย ซึ่งผมเองก็มีส่วนในการพัฒนา พ.ร.บ. ฉบับนี้ในส่วนการศึกษาของเด็กเล็ก ผลักดันให้เสร็จทันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งได้ผ่านถึงการพิจารณาวาระสาม น่าจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นรูปธรรม และผมย้ำในเนื้อหาว่า ห้ามเลยนะ ห้ามสอบเด็กอนุบาลขึ้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพราะนี่ถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น สร้างความเครียดและก่อให้เกิดปมด้อยอย่างที่ไม่ควรจะเป็น และนี่ไม่ใช่ความท้าทายที่จะพัฒนาศักยภาพในแบบที่ถูกทางเลย

ในส่วนของบริบทผู้พิการในเมืองไทย ยังมีส่วนไหนที่อาจารย์คิดว่ายังขาดอยู่

ศ.วิริยะ : ผมมองว่าเรื่องของ Awareness หรือการรับรู้เป็นเรื่องที่สำคัญ เราพยายามเน้นให้เห็นตัวอย่างว่า ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งนำไปสู่แนวทางอย่างเป็นรูปธรรม เช่นโครงการฝึกอบรมหรือการจัดกิจกรรมปั่นจักรยาน ที่จะทำให้ทุกคนตั้งคำถาม สนใจ และตระหนักรู้    

ในส่วนของกิจกรรมปั่นจักรยาน ถือว่าค่อนข้างน่าทึ่งทีเดียว อยากทราบรายละเอียดในจุดนี้

ศ.วิริยะ : จริงๆ แล้วนี่เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นหลายครั้งใน 1 ปี แต่ถ้าปั่นฯใหญ่จะมี 2 ครั้ง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 แต่เป็นจักรยานสองตอน คือให้คนตาดีปั่นอยู่ข้างหน้า และคนตาบอดคอยปั่นสนับสนุนด้านหลัง ซึ่งมารวมพลที่ร้าน Yimsoo Cafe กันก่อน เพราะเราตั้งใจว่าจะไปร่วมลงนามถวายพระพรพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เนื่องจากพระองค์ภาฯ ทรงร่วมปั่นจักรยานกับเราเมื่อปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ จะปั่นขึ้นไปที่เชียงดาว เพื่อเปิดศูนย์ฝึกวิชาชีพเกษตรแปรรูป ส่งเสริมอาชีพให้กับชาวดอยให้มีอาชีพ และผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

แล้วจุดกำเนิดของร้านกาแฟ Yimsoo Cafe

ศ.วิริยะ : ในส่วนของร้านกาแฟแห่งนี้ เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่อยากจะหาความท้าทายใหม่ เพราะหลังจากทำหลายๆ สิ่ง อย่างเช่นศูนย์การศึกษาพิเศษ ที่เตรียมความพร้อมสำหรับเด็กเล็กก่อนไปเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นๆ รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับคุณครู ซึ่งร้านกาแฟ Yimsoo Cafe ก็เกิดขึ้นด้วยแนวคิดแบบเดียวกัน โจทย์ของที่แห่งนี้คือทำอย่างไรให้คนพิการที่ว่างงานอยู่ 6 แสนกว่าคน ให้มีอาชีพ มีรายได้ ซึ่งถ้าจะฝึกอาชีพป้อนเข้าสู่ระบบบริษัท ก็จะใช้เวลาค่อนข้างนาน และจะซ้ำกับหน่วยงานภาครัฐ ก็มองมาทางอาชีพอิสระ มาพิจารณาว่าอาชีพแบบใดที่ผู้พิการสามารถทำได้ และทำได้ดี มีค่าตอบแทนที่เพียงพอ ก็มาลงที่ร้านอาหารและร้านกาแฟ เริ่มต้นด้วยแนวคิดเหล่านี้ ลงทุนทั้งการจัดตั้งร้าน จนถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญมามอบความรู้ ให้แน่ใจว่าน้องๆ ที่ทำงานในร้าน สามารถชงกาแฟได้มาตรฐาน ตอนนี้มี 2 สาขา คือที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขายดีมากๆ กับที่นี่ (มูลนิธิสากลเพื่อคนตาบอด) ซึ่งจะเป็นศูนย์ฝึกเป็นหลัก แต่ช่วงหลังก็เริ่มมีคนแวะเวียนมากขึ้น จากบรรดา Hostel ที่พักที่เริ่มเกิดขึ้นในย่านนี้ รวมทั้งเป็นจุดที่จะสนับสนุนพันธุ์เมล็ดกาแฟของชาวเขาในโครงการที่กล่าวไป

มีโครงการใดที่อาจารย์ตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นอีกบ้าง

ศ.วิริยะ : ถัดจากนี้ เรามองไว้ที่แนวคิด Tourism for All ครับ ที่ไปปั่นจักรยานก็เพื่อสำรวจแนวทางเพื่อเริ่มต้นโครงการโรงแรมต้นแบบ ร่วมกับคุณกฤษนะ ละไล (นักข่าวและพิธีกรรายการ ‘กฤษนะล้วงลูก’)  ให้คนได้เห็นว่าอาคารแบบ Inclusive ที่เอื้อสำหรับทุกคนนั้นเป็นอย่างไร ก่อให้เกิดเป็นเครือข่ายสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเริ่มธุรกิจเหล่านี้ ว่ามันเป็นไปได้นะ ก่อให้เกิดแนวทางที่จะสร้างรายได้และอาชีพให้กับผู้พิการในทางหนึ่งด้วย

ความคาดหวังของอาจารย์ที่มีต่อสังคมผู้พิการในอนาคต

ศ.วิริยะ : (นิ่งคิด) คาดหวังไว้ว่า จากสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำไป จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อม ส่งต่อเป็นพลัง และเมื่อมันมากพอ จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในอนาคต ที่สังคมมองผู้พิการเหมือนทางตะวันตก ซึ่งมองว่ามีศักยภาพ สภาพแวดล้อมไม่เป็นอุปสรรคและเอื้อสำหรับทุกคน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ส่งเสริมให้เข้าหาความท้าทายใหม่ๆ แต่ถ้าถามว่าจุดไหนที่จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ก็ต้องทำไปเรื่อยๆ (หัวเราะ)

ระยะเวลาหลายปีที่ทำงานเพื่อผู้พิการ มีโมเมนต์ไหนที่อาจารย์รู้สึกภูมิใจ และคิดว่ามาถูกทาง 

ศ.วิริยะ : อย่างที่กล่าวไป ผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างโชคดี ที่ได้เจอและได้รับความอนุเคราะห์จากคนดีๆ มาโดยตลอด แต่มีโมเมนต์หนึ่งที่จดจำได้ดีมากๆ คือตอนไปสอบสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เขาถามผมว่า ทำไมเราถึงต้องรับคุณเข้าเรียน ผมตอบไปว่า ผมได้รับโอกาสจากคนดีๆ มากมาย และที่นี่มอบทุนการศึกษาสำหรับผู้พิการ ซึ่งผมอยากจะมาเรียนเพื่อเอาความรู้ไปต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของทุกคนในภายหลัง นั่นเป็นคำตอบที่ออกมาจากใจ เป็นคำตอบที่ทำให้ผมได้เข้าเรียนเพราะที่นั่นสร้างคนเพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกภูมิใจ และคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว

0 Reviews

Write a Review

247CityLife

247CityLife

Related post