Smart Future Smart Technology of Smart Home

 Smart Future Smart Technology of Smart Home
Spread the love

อนาคตแห่งที่อยู่อาศัย ในโลกสาย ‘Smart’

ขึ้นชื่อว่าบ้านหรือที่อยู่อาศัย แน่นอนว่านอกเหนือจากเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจัยสี่แล้ว ยังเป็นจุดตั้งต้นของชีวิตและกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา เพราะไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงหรือเร่งเร้าอย่างไร ยังคงมี ‘บ้าน’ เป็นสถานที่พักผ่อนกาย-ใจ เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะมาถึงไม่ช้าหรือเร็วเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าทางวิทยาการที่ได้เปลี่ยนรูปโฉมและนิยามของสิ่งต่างๆ มาแล้วนับทศวรรษ และบ้านหรือที่อยู่อาศัยก็ได้รับอิทธิพลจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อันนำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘Smart Home’ แล้ว Smart Home คืออะไร? วิทยาการอันก้าวหน้าได้เข้ามาสร้างความ ‘ฉลาด’ ให้กับปัจจัยที่มีเพียงอาคารและสถาปัตยกรรมกับผู้ใช้งานในทิศทางไหน? แล้วความฉลาดเหล่านี้กำลังจะนำเราไปถึงปลายทางแบบใดเป็นสิ่งที่น่าขบคิดและน่าวิเคราะห์กันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตลาดของ Smart Home นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบ้าน แต่รวมไปถึงอาคารในรูปแบบอื่นๆที่เกี่ยวพันกันอย่างเป็นลำดับ 24 7 City Magazine ฉบับนี้ จะขอนำคุณผู้อ่าน ไปทำความเข้าใจกับนิยาม ประเภท ทิศทาง และปลายทางที่เทคโนโลยี Smart ได้เข้ามา Disrupt การอยู่อาศัยและใช้งานของอาคาร เพื่อให้อย่างน้อยที่สุด เราจะได้รับรู้ว่า สิ่งใดที่กำลังจะเข้ามา และจะสร้างผลกระทบอะไรในบริบทของเมืองไทยบ้าง เพราะความฉลาดก็มีลักษณะที่ติดต่อเชื่อมโยงกัน และกว่าที่จะทันรู้ตัว หรือแม้กระทั่งการอ่านบทความชิ้นนี้จนจบ คุณก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของความ ‘Smart’ แห่งโลกอนาคตนี้แล้วก็เป็นได้

นิยามแห่งความ ‘Smart’ สำหรับการอยู่อาศัย

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา คงเคยได้ยินถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘Smart Home’ กันมานักต่อนัก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน แต่ถ้าจะให้นิยามถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้โดยละเอียดนั้น อาจมีปัจจัยที่หลากหลายเกินกว่าที่จะทำการจัดหมวดหมู่ แต่พอจำแนกและสรุปโดยสังเขปได้ว่า Smart Home คือที่อยู่อาศัย ที่มีส่วนประกอบของเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกแบบดิจิทัลครบครัน ซึ่งมีศูนย์กลางการควบคุมเพียงแหล่งเดียว ไม่ว่าจะผ่านอุปกรณ์อย่าง Smartphone หรือ Tablet โดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกันแบบ Internet of Things (IoT)

เช่นนั้นแล้ว ตั้งแต่อุปกรณ์ใหญ่อย่างโทรทัศน์ ตู้เย็น ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบแสงสว่างภายในบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงอุปกรณ์ปลีกย่อยอย่างเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ กล้อง เครื่องเล่นวิดีโอเกม หรือนาฬิกาแบบ Smart Watch ก็สามารถเชื่อมโยงและควบคุม รวมไปถึงปรับสภาพได้ตามการอยู่อาศัย ผ่านการรวบรวมข้อมูลที่จะให้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้งานต้องการได้ในแทบจะทันที

นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยแบบ Smart Home ซึ่งมีความก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้น จะมีการผนวกระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เพื่อจดจำสภาพที่เหมาะสมของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการอยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยการปรับระบบแสงสว่างและปรับอากาศให้เหมาะสมเพื่อลดการใช้พลังงาน, การจดจำเวลาเข้า-ออกและอยู่อาศัยภายในบ้าน ตารางรายการโทรทัศน์ ไปจนถึงการจัดส่งของชำผ่านข้อมูลที่เก็บในตู้เย็น เป็นต้น

อีกทั้งการเชื่อมโยงของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน Smart Home นั้น สามารถทำได้ทั้งแบบติดตั้งสาย (Hardwired) หรือแบบไร้สาย (Wireless) ซึ่งจะเกี่ยวพันกับระดับความปลอดภัยของการทำงานภายในระบบของอุปกรณ์ แน่นอนว่าการติดตั้งแบบไร้สายนั้นสะดวกและรวดเร็ว เพียงแค่มี Hub กระจายสัญญาณก็เพียงพอ แต่การติดตั้งสายนั้นก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้สูงขึ้นไปอีกขั้น และจะสืบเนื่องกับราคาของตัวบ้านที่สูงขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ความ Smart ที่กล่าวมานี้ ก็เป็นเพียงหนึ่งประเภท เพราะแม้ว่าที่อยู่อาศัยหรืออาคารต่างๆ จะไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์แสนฉลาด (หรือติดตั้งในระดับที่น้อยมาก) แต่การออกแบบอาคารในลักษณะ Passive Smart เช่น อาคารที่ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน (Low Carbon Footprint) หรือใช้แสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาในพื้นที่ใช้งาน ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทที่พบเห็นได้มากขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน

ทิศทางสาย ‘Smart’ในเวทีโลก

สำหรับอาคารสาย Smart ในระดับสากลนั้น ได้พัฒนา ต่อยอด และใช้กันอย่างแพร่หลายแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงมีมูลค่าการตลาดที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปีที่ผันผ่านไป มีการประมาณการกันว่า มูลค่าตลาดของอุปกรณ์และที่อยู่อาศัยแบบ Smart Home ในปี 2020 นั้น อาจจะสูงถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก ด้วยชีวิตที่เร่งรีบและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ทำให้การเข้าถึงสิ่งต่างๆ จำเป็นต้องง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออุปกรณ์ อาคาร และบ้านสาย Smart นั้นช่วยให้ทุกสิ่งเป็นไปได้อย่างราบรื่น มีผลสำรวจที่น่าสนใจพบว่า คนอเมริกันกว่า 57 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าอุปกรณ์ Smart ภายในบ้าน ช่วยประหยัดเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ เฉลี่ยที่ 30 นาที และเซฟค่าใช้จ่ายกว่า 98.30 เหรียญสหรัฐ หรือตกประมาณปีละ 1,179.60 เหรียญสหรัฐ ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย

ช่วงวัยของผู้ใช้งานก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของอุปกรณ์สาย Smart ภายในบ้าน เมื่อผลสำรวจพบว่า กว่า 39.6 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานอยู่ในช่วงอายุเฉลี่ย 25-34 ปี และกว่า 28.1 เปอร์เซ็นต์นั้น อยู่ในช่วงอายุ 35-44 ปี ซึ่งเป็นสองกลุ่มอายุที่มีกำลังซื้อ และให้ความใส่ใจกับบ้านและที่อยู่อาศัย ซึ่งพวกเขาและเธอมองว่า การมีเทคโนโลยีที่ใช้ภายในบ้าน ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ได้ในระยะยาว

แต่นอกเหนือจากการประยุกต์เทคโนโลยีแบบ Active ที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ในระดับสากล ก็พิจารณาถึงความเหมาะสมสาย Smart ผ่านงานออกแบบขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของสภาพแวดล้อม ระบบน้ำ แสงสว่าง อากาศ และมลพิษ ซึ่งมีสถาบันที่ให้การรับรองอย่างเป็นมาตรฐานไม่ว่าจะเป็น LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) โดยองค์กร U.S. Green Building Council (USGBC) ของสหรัฐอเมริกา หรือ WELL Building Standard ที่เน้นด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่า อาคารต่างๆ ที่ได้มาตรฐาน ก็มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ และมีความ Smart ในตัวเองด้วยเช่นกัน

Smart Home กับบริบท

ของเมืองไทย

แวดวง Smart Home และ Smart Building ในระดับสากลนั้นเติบโตอย่างเห็นได้ชัด และจะยิ่งทบเท่าทวีคูณในอนาคตที่จะมาถึง ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าสร้างอิทธิพลให้กับภาคการก่อสร้างและการออกแบบของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ตามนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเข้าสู่ยุค 4.0 ของประเทศไทย มีการกำหนดข้อนโยบายที่เอื้อให้กับการมาถึงของบริบทเมือง Smart City และมีความเคลื่อนไหวในทางบวกมากขึ้นตามลำดับ กระนั้นแล้ว มันมี 3 ปัจจัยหลักที่จะช่วยหนุนให้ทิศทางต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น

ภาคการวางแผน (Plan) ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน รวมถึงมีนโยบายและกลยุทธ์เพื่อรองรับกับการเติบโตดังกล่าว

ภาคการจัดหา (Provide) ที่จะต้องไม่มองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสิ้นเปลือง แต่เป็นต้นทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้นได้ด้วยเส้นทางสาย Smart

ภาคการหาพันธมิตร (Partner) ที่ภาครัฐกับเอกชนจะต้องร่วมมือกันจัดหาผู้ประกอบการที่มีความพร้อมที่จะตอบสนองต่อแนวทาง และต่อยอดให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ถึงแม้ว่าจะมีการเข้ามาของเทคโนโลยี Smart Home และแนวทางเพื่อพัฒนาไปสู่ Smart City แต่เมืองไทยก็ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น หลายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่โอบรับแนวคิดเหล่านี้ ยังอยู่ใน Range ราคาที่สูง และมีไว้สำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการกระจายตัวของแนวทางดังกล่าว

อย่างไรก็ดี มีความพยายามที่จะกระจายแนวคิดของ Smart Home ให้เข้าถึงระดับรากฐานเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นการประกวดโครงการ ASA Real Estate ที่ได้จัดขึ้นเป็นปีที่สอง ที่มีหลากหลายแนวคิด วิสัยทัศน์ และโครงการที่น่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ก้าวต่อไป

จากเนื้อหาทั้งหมด จะเห็นว่าอาคารและที่อยู่อาศัยแบบ Smart นั้นไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลตัว แต่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและความเกี่ยวเนื่องกับการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง ทั้งในระดับสากลและเมืองไทยของเรา โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกันนั้นสามารถเข้าถึงได้ง่าย แนวโน้มของการตอบรับการอยู่อาศัยแบบ Smart Home ก็มีทิศทางที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับเมืองไทย สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเข้ามาของอาคารสาย Smart นอกเหนือจากภาคผู้ใช้แล้ว นโยบายจากภาครัฐก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อย ไม่ว่าจะด้วยการวางสาธารณูปโภคก็ดี การกำหนดข้อกฎหมายเพื่อเอื้อให้กับแนวทางดังกล่าวก็ดี ไปจนถึงความพร้อมสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคการก่อสร้างและภาคงานออกแบบ ซึ่งทุกสิ่งเกี่ยวพันสืบเนื่องกันอย่างที่ไม่อาจจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้

แต่ก็เช่นเดียวกับทุกความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ช้าก็เร็ว สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องมาถึง และคำถามสำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเข้ามาในรูปแบบใด หรือจะเข้ามาในปริมาณที่มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ตัวคุณเองว่าพร้อมกับอนาคตสาย ‘Smart’ เหล่านี้มากน้อยเพียงใด เมื่อเวลาดังกล่าวนั้นได้เดินทางมาถึง   

Smart Homeไทยในสายตานักออกแบบ

สุรศักดิ์ วัฒนะจินดาวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บจก. มีดีไซน์แอนด์ไอ 

โลกแห่ง Smart Home และ Smart City ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่บริบทของสังคมไทยในอัตราเร่ง เช่นเดียวกับทุกความเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แน่นอนว่านอกเหนือจากเทคโนโลยีแล้ว วิสัยทัศน์ แนวคิด และแนวทางพื้นฐานก็เป็นสิ่งจำเป็น 24 7 City Magazine ได้พูดคุยกับ คุณเปิ๊ด – สุรศักดิ์ วัฒนะจินดาวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บจก. มีดีไซน์แอนด์ไอรองกรรมการผู้จัดการ บจก. มีคอนซัลติ้งกรุ๊ป กรรมการบริหาร บจก. มีเอสเตทเซอร์วิส กรรมการ บจก. เมคโปนดีไซน์  ผู้อำนวยการเพจ คอนโดติดดอย ผู้อำนวยการเพจ อสังหาห้าบรรทัด คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Business Today และกรรมการตัดสินผลงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น ASA Real Estate 2019 ถึงทิศทางที่ประเทศไทยจะเดินหน้าเข้าสู่โลกแห่ง Smart City รวมถึงนิยามของ Smart Home ผ่านสายตาของนักออกแบบในครั้งนี้

เกี่ยวกับงาน ASA Real Estate ที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากทราบรายละเอียดเบื้องต้น

สุรศักดิ์ : ASA Real Estate นั้น จัดมาได้ 2 ปี ซึ่งจะแตกต่างจากงาน ASA ในช่วงต้นปีที่เน้นงานออกแบบ แต่สำหรับงานนี้ จะเน้นเกี่ยวกับผลงานที่เป็นโครงการ เช่น โครงการบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก อาคารชุด อาคาร Commercial Office ซึ่งงานโครงการจะไม่ได้มีเพียงแค่สถาปนิก แต่จะรวมถึงนักตกแต่งภายใน วิศวกร นักการเงิน ซึ่งทั้งหมดคือ Project Development โดยมีเป้าหมายของงานคือทำอย่างไรให้บรรดาโครงการทั้งหลายในประเทศพัฒนาขึ้น เพราะถ้าโครงการนั้นดีขึ้น คนที่อยู่อาศัยในโครงการก็จะมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสามารถผลักดันโครงการที่ดี ก็จะเป็นต้นแบบให้กับโครงการอื่นๆ ที่อาจตามมา

หลักใหญ่ๆ ที่จะต้องมีในโครงการที่จะเอื้อกับคำว่า ‘Smart’ นั้นมีอะไรบ้าง

สุรศักดิ์ : จริงๆ เรื่องของ Smart สามารถมองได้หลายมิติ อาจจะมองในเรื่องของเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ยังมีด้านอื่นๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการประหยัดพลังงาน ซึ่งถ้าเป็นภาพใหญ่ๆ จะมองไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ตอบรับกับเมืองในอนาคตที่จะมีเทคโนโลยีต่างๆ มารองรับ เพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยที่มีสุขภาวะที่ดี มลพิษน้อย ประหยัดพลังงานด้วยพลังงานทดแทน แต่พอมาเจาะลงเป็นรายละเอียดเล็กๆ อย่างในโครงการบ้าน หรือโครงการขนาดใหญ่ จะมีปัจจัยพื้นฐานใดที่ตอบโจทย์ตรงนี้ จะมองว่านี่เป็นส่วนของฮาร์ดแวร์ และเทคโนโลยีต่างๆ คือซอฟต์แวร์เพื่อมาตอบโจทย์เหล่านี้ก็น่าจะพอได้

ถ้าพูดถึง Smart Home กับเมืองไทย เรามาได้ไกลแค่ไหนแล้ว

สุรศักดิ์ : ผมมองว่าเรากำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น เพราะแม้ว่าจะรับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะด้วยการก่อสร้างหรือการใช้งาน แต่ก็ยังไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน เทคโนโลยีการก่อสร้าง วัสดุ ไปจนถึงพฤติกรรม เช่น ในต่างประเทศจะใช้เหล็กในการก่อสร้างค่อนข้างมาก แต่ของเมืองไทยยังมีความเชื่อในการใช้คอนกรีตและก่ออิฐฉาบปูน ซึ่งเมื่อมาเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่า การก่อสร้างแบบแห้งด้วยเหล็กนั้นใช้เวลาน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างบ้านสำเร็จรูป อาจจะใช้เวลาสร้างเพียงแค่หนึ่งถึงสามเดือน และติดตั้งเสร็จในหนึ่งวันหรือไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ เมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบเปียกด้วยการก่อปูนแล้ว การ Trade-Off ในด้านเวลาจะเห็นอย่างชัดเจน

ในฐานะสถาปนิก ให้คำจำกัดความของคำว่า Smart และ Innovation ไว้อย่างไรบ้าง

สุรศักดิ์ : ถ้าเป็นบ้าน ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการตัดสินในงาน ASA Real Estate ได้เห็นหลายโครงการ หลายประเภท มีทั้งเน้นในส่วน Passive และ Active แตกต่างกัน โครงการเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานนั้น บางโครงการใช้ปัจจัยของทิศทางแดด ลม ฝน แต่อีกโครงการอาจจะเน้นไปที่เทคโนโลยีด้านอาคาร พวก Solar Cell หรือ Solar Roof ต่างๆ ไปจนถึงระบบการจัดการน้ำและอาคาร ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่โครงการที่พักอาศัยเท่านั้น ซึ่งน่าสนใจมากๆ และยังมีปัจจัยทางด้านบริบทที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะ Active หรือจะ Passive จะเห็นได้ว่าทั้งหมดนี้ เหมือนจะต่างกันแต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

กลับมาที่คำถาม ผมมองว่าเราต้องรู้เท่าทันนะ คำว่า Smart หรือ Innovation มีมาอยู่แล้วแต่เดิม ขึ้นอยู่กับว่าจะนำมันมาประยุกต์ใช้อย่างไร ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว อาจดึงความเป็น Passive มาใช้กับเรื่องของแดด ลม ฝน ดึงเอาความ Active มาใช้ในส่วนของพลังงานทดแทนที่ดีมาเสริม ทั้งสองทาง เป็นความ Smart ที่เทียบเท่ากันครับ 

Good Life Start at Home

ศรศักดิ์ สมวัฒนา

ผมคิดว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผม ความสุข คือการได้สนทนากับคนในครอบครัว

เมื่อพูดถึงการมี ‘ชีวิตที่ดี’ หลายคนอาจคิดถึงเงินทองมหาศาล ธุรกิจประสบความสำเร็จ การได้ไปเที่ยวรอบโลก หรือการมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่แท้จริงแล้วเรามี ‘ชีวิตที่ดี’ ได้ง่ายกว่านั้น โดยเริ่มต้นที่ ‘บ้าน’ ของตัวเอง เพราะบ้านคือพื้นที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตและใช้เวลามากที่สุด การมีบ้านที่ดีสักหลังจึงเป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นคำตอบของความสุขที่แท้จริงในชีวิต

เช่นเดียวกับ ศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว จึงมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยของเนอวานา ไดอิ ให้สามารถเติมช่องว่างที่ขาดหายของคำว่า ‘บ้าน’ และ ‘ครอบครัว’ ให้สมบูรณ์เสมอมา ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเหตุผลที่ว่า “แววตาของคนที่เขาเข้ามาดูบ้านเรา แล้วเขามีความสุข จุดนั้นมันเป็นอะไรที่มากกว่าอัตราผลตอบแทนทางการลงทุนอื่นๆ ที่นักการเงินคนหนึ่งจะคิดออก”

ล่าสุด เนอวานา ไดอิ พัฒนาโครงการบ้านเนอวานา BEYOND พระราม 9-กรุงเทพกรีฑา ให้แตกต่างจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ด้วยการปลุกปั้นคอนเซปต์ ‘Living Revolution’ ที่พลิกโฉมรูปแบบการอยู่อาศัยครั้งใหม่ให้เป็นมากกว่าการออกแบบบ้านธรรมดา แต่เป็นการออกแบบคุณภาพชีวิตที่ดีมอบให้แก่ผู้อยู่อาศัย

24 7 City Magazine ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับศรศักดิ์ถึงแนวคิดและการเล็งเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นจากในบ้าน โดยการสร้างรูปแบบใหม่ของการอยู่อาศัยในประเทศไทยให้แตกต่างไปจากเดิม

นิยามคำว่า ‘บ้าน’ สำหรับคุณคืออะไร

ศรศักดิ์ : สำหรับผม บ้านที่ดีมีพื้นฐานมาจากการออกแบบ เพราะผมเชื่อว่าคนไม่ควรเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาบ้าน แต่บ้านต้องปรับเข้าหาคน บ้านที่ดีจึงต้องเป็นบ้านที่อยู่แล้วให้ความรู้สึกสบายและเป็นตัวของตัวเอง ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการอาศัยอยู่ร่วมกันกับทุกคนในครอบครัว ดังนั้น การออกแบบบ้านต้องคำนึงถึงทุกคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่กำลังจะเติบโตในอนาคตหรือเราที่ต่อไปจะกลายเป็นผู้สูงอายุ เรื่องของดีไซน์ ทำเล หรือพื้นที่ส่วนกลางจึงต้องสามารถอำนวยความสะดวกให้คนทุกวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพทั้งในวันนี้และในอนาคต

แสดงว่าเชื่อในแนวคิดที่ว่า ‘สังคมที่ดี เริ่มต้นที่บ้าน‘

ศรศักดิ์ : ใช่ครับ คำว่าสังคมที่ดีเริ่มต้นที่บ้าน คือการที่ทุกคนรู้สึกมีชีวิตที่อบอุ่นภายในบ้านของตัวเอง โดยไม่ต้องออกไปแสวงหาสิ่งอื่นใดจากข้างนอกบ้าน เพราะเมื่อพวกเขารู้สึกถูกเติมเต็มจากภายในบ้านของตัวเองแล้ว สังคมมันก็จะดีตาม ในหมู่บ้านจึงควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน เพราะถ้าสามารถจัดการเวลาสำหรับอยู่กับบ้าน อยู่กับครอบครัวได้มากขึ้น สิ่งนั้นก็จะพัฒนาไปสู่ครอบครัวที่อบอุ่นและนำมาสู่การเป็นคนในสังคมที่ดีต่อไป

คิดว่าเทรนด์การอยู่อาศัยของคนยุคนี้เป็นอย่างไร

ศรศักดิ์ : ทุกวันนี้คนมองหาบ้านที่สวย เนอวานาจึงพยายามทำบ้านให้สวยอยู่แล้ว เหมือนได้ไปพักตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่ผมเชื่อว่าคนเรามองหาบ้านที่ให้ความรู้สึกดีด้วย นอกจากความสวยงามจึงต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วย อย่างแรกเลยคือ สไตล์ เนอวานาจึงเลือกทำสไตล์ Natural Modern เพราะเรามองว่าบ้านที่เรียบ สวยได้สัดส่วน จะมีความเหนือกาลเวลาและแฟชั่น

บ้านแบบไหนที่จะตอบโจทย์การอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างคนหลายเจเนอเรชันมากที่สุด

ศรศักดิ์ : การจะให้ตอบโจทย์ทุกคนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะความจำเป็นของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของแต่ละคนเลยทีเดียว แต่เราก็พยายามที่จะออกแบบให้ครอบคลุมทั้งหมดสำหรับพวกเขา ทำบ้านที่สามารถใช้กันไปได้ยาวๆ ด้วยการออกแบบ Universal Design              

บ้านของเนอวานาจึงเป็นบ้านที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ทุกเจเนอเรชัน เราทำห้องนอนทุกห้องให้ใหญ่เสมือนทุกคนเป็นเจ้าของบ้าน โดยมีห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ไว้ด้านล่าง มีทางเข้าจากข้างนอกแยกให้พวกท่าน ทุกฟังก์ชันถูกออกแบบเป็นพิเศษที่สามารถนำวีลแชร์เข้าไปได้ แล้วเราก็ยก Living Room ไปไว้บนชั้น 2 เวลามีแขกมาก็สามารถเข้าบ้านได้ที่ชั้น 2 เลย จะได้ไม่เป็นการรบกวนพวกท่าน และในยุคปัจจุบันที่มีการเชื่อมต่อโลกอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา เราได้มีการออกแบบและวางระบบในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการรองรับเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ

การเป็นผู้นำนวัตกรรมบ้านสไตล์ Natural Modern ของเนอวานา สามารถสร้างปรากฏการณ์ Living Revolution ได้อย่างไร

ศรศักดิ์ : Natural Modern คือการออกแบบที่คำนึงถึงพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนไทย เพราะเราพยายามที่จะดึงธรรมชาติเข้ามาใช้ในบ้านให้มากที่สุด ถ้าสังเกตจะพบว่าบ้านเนอวานา BEYOND พระราม 9-กรุงเทพกรีฑา ถูกออกแบบอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต เราให้ความสำคัญอย่างมากกับประสบการณ์การอยู่อาศัยของลูกค้า ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต ความปลอดภัย รวมถึงเรื่องสุขภาพ เรามีระบบ Air Control System ที่ช่วยปรับสมดุลสภาพอากาศภายในบ้านเพื่อลดการเกิดฝุ่นละอองที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ และบ้านเนอวานาจะมีช่องเปิดเยอะ เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาในมุมที่เหมาะสม อีกทั้งยังสามารถรับลมหรือระบายอากาศได้ดี เหมาะกับภูมิอากาศของประเทศไทย บ้านเราจึงเป็นบ้านที่เย็น ไม่เก็บความร้อนในสไตล์ Natural Modern

นอกจากนั้นเรายังเอาแนวคิดเรื่อง Deconstruction มาใช้ในการออกแบบ คำว่า Deconstruction อธิบายง่ายๆ ก็คือเทคนิคการฉีกรื้อรูปทรงของบ้านเดิมๆ ซึ่งเราจะเห็นได้จากบ้านเนอวานา New Series เป็นบ้านที่ไม่มีเสากลางบ้านเลย ทั้งที่ตัวบ้านยื่นออกมามาก เพราะเรามีเทคโนโลยีก่อสร้างที่เรียกว่า Prestressed Concrete ซึ่งมีความแข็งแรงมากแบบเดียวกับเทคโนโลยีก่อสร้างสะพานหรือรถไฟฟ้า เทคโนโลยีดังกล่าวจึงเข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องดีไซน์ใหม่ๆ ตรงนี้ การออกแบบ Deconstruction เป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งออกแบบบ้านให้มีรูปทรง L Shape และ C Shape ยิ่งยาก เเต่นั่นก็เป็นความน่าสนใจ และไม่จำเจในเวลาเดียวกัน

นอกจากการออกแบบ Deconstruction จะช่วยทำให้บ้านมีรูปทรงสวยงามแล้ว ยังมีข้อดีอะไรอีกบ้าง เนอวานาจึงตัดสินใจเลือกใช้ทั้งที่เป็นเรื่องยากในการทำงาน

ศรศักดิ์ :  การที่เราเลือกออกแบบ Deconstruction เหตุผลหนึ่งนอกจากความสวยงาม คือเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งหมู่บ้านต่างๆ จะพบปัญหานี้ ยิ่งถ้าบ้านอยู่ติดถนน การหันกระจกออกหน้าบ้านมันคือการหัน Living Room ออกถนน Decon-struction จึงเข้ามาเปลี่ยนมุมปะทะตรงนั้น บ้านแบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีในการก่อสร้างมาพัฒนา เราอยากทำบ้านที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ลูกค้าเข้าไปแล้วรู้สึกถึงความเป็นอิสระ การทำ Deconstruction มันก็คือการให้อิสระ เราสร้างให้เกิด Inner Court กลางบ้าน ทำให้คนอยู่มีพื้นที่สวนภายในบ้าน สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ทั้งในบ้านเองและนอกบ้าน

คำว่า Living Revolution จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าบ้านขนาดเท่าไร แต่มันคือเรื่องของรายละเอียดที่เราให้ความสำคัญและสร้างความแตกต่างให้กับผู้อยู่อาศัย  เรามองลึกลงไปถึงขั้นที่ว่า มีพื้นที่เก็บรองเท้าเพียงพอไหม ตู้เสื้อผ้าใหญ่พอหรือเปล่า หรืออยู่แล้วไม่ต้องไปคอยหาบ้านใหม่ทุก 5 ปี 10 ปี ด้วยงานออกแบบที่เลือกแล้วว่าส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้

ปัจจุบันคนเรามักมองหาความสุขนอกบ้าน แล้วคิดว่าเราจะสร้างความสุขในบ้านได้อย่างไร

ศรศักดิ์ : ผมคิดว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผม ความสุข คือการได้สนทนากับคนในครอบครัว บ้านที่ดีนอกจากต้องมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับแต่ละคนแล้ว จึงควรมีพื้นที่สำหรับใช้เวลาอยู่ร่วมกันด้วยโดยไม่ได้รู้สึกว่าต่างคนต่างอยู่

นอกจากออกแบบบ้านที่ช่วยให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ในส่วนพื้นที่ีของโครงการ เนอวานา จะสร้าง Township Development ภายในหมู่บ้านจะมีครบทุกสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์-มาร์เก็ต ฟิตเนส สปา คลินิก Co-Working Space หรือร้านอาหารที่สามารถนัดเพื่อนมาสังสรรค์หน้าบ้านเราได้เลย นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่าผู้บริโภคมองหาอยู่

เพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุคนี้พวกเขาอยากอยู่บ้าน แต่ในขณะเดียวกัน บ้านก็ต้องปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัวรวมถึงบริเวณใกล้ๆ บ้านก็ต้องมีความเจริญทุกอย่างรองรับเขา มันทำให้ชีวิตเขาครบวงจรมากขึ้น เราไม่ได้แค่เปิดหมู่บ้านขาย เราอยากสร้างการปฏิวัติที่ต่างไปจากเดิม Living Revolution จึงหมายถึงการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ที่สะดวกสบายทั้งองค์ประกอบของโครงการ บวกกับดีไซน์ของบ้านที่ตอบโจทย์ตัวเองและคนในครอบครัว

ทุกๆ คำตอบของศรศักดิ์ทำให้สัมผัสได้ถึงมุมมองและแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ ว่าบ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย และถือเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมที่ดี บ้านของเนอวานาจึงไม่ใช่แค่บ้านที่ประกอบไปด้วยกำแพง คาน และโครงสร้าง แต่บริเวณรอบๆ บ้านยังต้องครบครันด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย โดยคำนึงถึงความสุขของลูกค้าเป็นสำคัญ

2 Reviews

Avatar
generic cialis
1

Levitra Prix Pharmacie Pour royaky https://bbuycialisss.com/# - buy cialis online with prescription Poinly Viagra A Los 20 Anos cormroania Buy Cialis nefete Paroxetine 30mg Online India Pharmacy

Avatar
Caliavoto
1

Propecia Hair Line 5mg https://cheapcialisll.com/ - Cialis Buy Brand Viagra Us Cheap Cialis Propiedades Del Propecia

Write a Review

247CityLife

247CityLife

Related post