‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ : The Normal One พระเอกเรียบง่าย…ผู้ชายพันล้าน

 ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ : The Normal One พระเอกเรียบง่าย…ผู้ชายพันล้าน
Spread the love

เรื่อง : สันทัด โพธิสา ภาพ : พิชญุตม์ คชารักษ์

ถึงจะไม่มีการมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่พระเอกคนนี้ก็ได้ชื่อว่า เป็น ‘พระเอกหนังพันล้าน’ คนแรกของประเทศไทย…

12 ปีก่อน มาริโอ้ เมาเร่อ หนุ่มน้อยลูกครึ่งไทย-จีน-เยอรมัน ก้าวเข้ามาสู่วงการภาพยนตร์ไทย กับการสวมบทบาทเป็น ‘โต้ง’ ในภาพยนตร์เรื่อง รักแห่งสยาม หนังได้รับคำชมล้นหลาม พร้อมการแจ้งเกิดของหนุ่มลูกครึ่งหน้าหล่อ ทรงดี ดูมีอนาคต

ไม่มีหมอดูคนไหนฟันธงว่า หนุ่มน้อยที่ชื่อมาริโอ้จะโด่งดังสักแค่ไหน แต่หลังจากผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกผ่านไป ทั้งงานหนังและละคร ก็ดาหน้าเข้ามาให้เขาได้โชว์หน้าหล่อๆ อีกเพียบ แต่เรื่องที่กระตุกกราฟความโด่งดังของเขาให้พุ่งขึ้นอีกครั้ง เห็นจะเป็น ‘สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก’ หนังที่เข้าฉายช่วงปี 2552 ที่ได้มาทั้งกล่อง รวมถึงตัวเลขรายได้อันน่าชื่นใจ

มาริโอ้กลายเป็นพระเอกขายดีเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ทว่าเส้นกราฟความดังของมาริโอ้ยังมิได้หยุดตัวเพียงแค่นั้น ในปี 2556 เขาตัดสินใจสวมบท ‘พ่อมาก’ ในหนังรีเมกสุดคลาสิก ที่นำมาสร้างด้วยมุมมองใหม่อย่าง  ‘พี่มากพระโขนง’ และจากความอินดี้ของเนื้อหาหนัง รวมทั้งความฮาปนซึ้งของตัวบท ส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปแตะหลักพันล้านบาทไทย

ตัวเลขรายได้เป็นประวัติการณ์ขนาดนี้ มาริโอ้จึงได้ตำแหน่งมาอย่างไม่เป็นทางการว่า ‘พระเอกพันล้าน’

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผลงานในช่วงแรกๆ ว่า การแสดงยังแข็ง การเล่นยังฝืด แต่นับวันฟอร์มการเล่นของพระเอกที่ชื่อเหมือนเกมส์ยุค 90 คนนี้ก็ดีวันดีคืน ไม่ว่าจะเป็นผู้จ้าง ผู้จัดเจ้าไหน หากมีงานใหม่ๆ ชื่อมาริโอ้ต้องอยู่ในลิสต์ที่คิดถึง

แต่ในความฮอตฮิตติดลมบน เมื่อไรที่หลุดจากกรอบความโด่งดังที่เรียกว่า ดารา ดูเหมือนว่า เขาจะเป็นคนที่หาตัวจับยากเอาเรื่อง อย่าเหวังจะเห็นเขาตามที่มีหมู่คนมากๆ หรือสถานที่ที่มีแสงสปอตไลท์จับจ้อง ใครอยากหาตัวมาริโอ้เจอ โน่น! อู่รถยนต์ บ้านเพื่อนสนิท หรือไม่ก็ฟิตเนส

“ผมไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทเป็นดาราสักเท่าไร ไม่ใช่ผมไม่อยากคบเขา แต่เขาอาจจะไม่อยากคบผม” นักแสดงหนุ่มตอบพร้อมกลั้วเสียงหัวเราะ ถึงเขาจะตอบแบบทีเล่นทีจริง แต่ที่เป็นเรื่องจริงก็คือ เขาไม่ค่อยใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงดาราสักเท่าไร

เป็นพระเอกละครมา 10 กว่าเรื่อง รวมทั้งเป็นพระเอกหนังอีก 20 กว่าเรื่อง แต่ตลอดเวลา 30 กว่านาทีที่เราได้พูดคุยกัน เสียงหัวเราะจากการยิงมุก ตลอดจนการพูดคุยแบบติดตลกของเขา ทำให้เราเกือบลืมไปว่า นี่กำลังคุยกับพระเอก แถมเสียงหัวเราะตลอดการพูดคุยกันนั้น ดูจะเป็นเสียงหัวเราะของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง…

Q: ‘พระเอกพันล้าน’ ดูเหมือนว่าคำนี้จะกลายเป็นตำแหน่งอย่างไม่เป็นทางการกับคุณ ส่วนตัวรู้สึกอย่างไร

A: ผมไม่ได้รู้สึกอะไรนะครับ โอเค มันเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม แต่เอาจริงๆ ผมถือว่ามันเป็นเรคคอร์ดที่เราไม่ได้ทำมาคนเดียว คือเป็นผลงานของทั้งทีม ทีมหนังเขาเก่ง และทีมเขาตั้งใจ ผลงานจึงส่งให้รายได้มากขนาดนั้น ถามว่าผมรักหนังเรื่องนี้ไหม ผมรักหนังทุกเรื่อง บางเรื่องหนังที่ไม่ดัง ผมก็รักมันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่องขุนแผนฟ้าฟื้น อุโมงค์ผาเมือง หรือจันดารานี่ผมรักมากนะ หลายคนมองว่าเรื่องนี้อีโรติก แต่ผมว่าผมได้พิสูจน์ตัวเองหลายอย่าง ได้พิสูจน์ว่าผมสามารถเล่นในคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยสักหน่อย แต่ผมก็รู้สึกสนุกครับ (ยิ้ม)

Q: ถ้าผลงานของคุณจะเหมือนเส้นกราฟสักเส้น จากหนังรักแห่งสยาม มาจนถึงสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก และพี่มากพระโขนง ดูเหมือนว่ากราฟจะพุ่งขึ้นเป็นระยะๆ คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้

A: ถ้าเป็นผลงานหนัง เส้นกราฟขึ้นๆ ลงๆ อย่างที่ว่านั่นแหละครับ แต่โดยรวม อย่างที่บอก ผมค่อนข้างโอเคกับผลงานทุกชิ้น บางเรื่องอาจจะไม่ดัง แต่ผมถือว่าตัวเราได้พัฒนาด้านการแสดง ทุกเรื่องมีความสำคัญในอาชีพของเราทั้งหมด

Q: จากวันแรกจนถึงวันนี้ คุณคิดว่าพัฒนาการด้านการแสดง มาไกลขนาดไหน

A: มันเทียบอย่างนั้นไม่ได้ สมมติจะบอกว่า ตอนนี้ผมอยู่ระดับ 8 แล้ว เราไปตั้งค่าแบบนั้นไม่ได้ เพราะเวลาเรามีงานเรื่องใหม่ เหมือนเราไปนับ 1 ใหม่ทุกครั้ง ทุกเรื่องเลย ผมคิดแบบนั้นจริงๆ แต่ทุกเรื่องที่ผ่านมา มันก็เป็นประสบการณ์ที่เก็บไว้อยู่กับตัวเราเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะดึงมันออกมาใช้อีกเมื่อไร แต่หากถามว่า เราถึงระดับไหนแล้ว เราไม่เคยคิดว่ากราฟการทำงานของเราไปสุดเลย แล้วหนังเรื่องหนึ่ง มันไม่ได้อยู่ที่โอ้คนเดียว เราเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น เป็นเพียงส่วนประกอบหลัก ยังมีส่วนที่เสริมเราอีกเต็มไปหมด ทั้งทีมงาน ช่างไฟ เพื่อนร่วมงาน โค-แอ็คเตอร์ โค-แอ็คเตรส ทุกอย่างเลย แล้วสมัยที่เราเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (ม.ร.ว.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ท่านสอนเราเสมอว่า การแสดงไม่มีวันเรียนจบ

Q: ทุกวันนี้ยังทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ อะไรแบบนั้น

A: ใช่ครับ ผมเจาะรูไว้เลย ปล่อยไหลตลอด เทมาเถอะ ไหลออกหมด ไม่หรอกครับ ผมก็อุดๆ ไว้บ้าง (หัวเราะ)

Q: การแสดงฝึกฝนทักษะอะไรให้ตัวคุณบ้าง

A: ผมว่ามันทำให้เรามีสมาธิ สำคัญที่สุด ผมว่านักแสดงต้องมีสมาธิ อย่างผมเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย หม่อมจะให้นั่งสมาธิ ให้อยู่กับตัวเอง เพราะบางทีคนเราทุกวันนี้ เราอยู่กับสื่อใช่ไหมครับ เราดู เราเอาทุกอย่างเข้าตัวเรา แต่บางทีเราลืมดูตัวเราเอง บางทีเราลืมอยู่กับตัวเองน่ะครับ พอเราได้อยู่กับตัวเองสัก 10-20 นาที กลายเป็นเราจะรู้ว่าในหัวเรามันฟุ้งซ่าน มันไปไหนต่อไหนอยู่ตลอดเวลา คลาสการแสดงของหม่อมน้อย ทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับลมหายใจของเรา ผมรู้สึกมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น และกลายเป็นคนที่ดูแลตัวเอง รักตัวเองมากขึ้น รวมทั้งมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น

Q: มีบรรยากาศไหนในเรื่องการแสดงที่รู้สึกว่า พอได้ก้าวข้ามมาได้แล้ว คุณรู้สึกภูมิใจมากๆ

A: เคยเล่นฉากหนึ่ง ตัวบทมีความยาว 8 หน้า แล้วผมต้องพูดคนเดียวทั้ง 8 หน้านั้น (ยิ้ม) ตอนที่ผู้กำกับ-หม่อมน้อยให้จำบท ผมคิดในใจ ผมขอสัก 18 เทค ยังไง๊ผมก็จำไมได้หมดหรอก (หัวเราะ) แต่สุดท้าย การที่เราเจออาจารย์ที่ดี คนที่รักเรา และเราก็มีความเชื่อ มีความเคารพในตัวเขา ผมสามารถเล่นเทคเดียวผ่านได้ ผมพูดไม่ผิดเลย ส่วนหนึ่งอาจะเป็นเพราะเราซ้อมเยอะ แล้วเราเข้าถึงบท อินกับบทมากๆ อาจจะไม่ตรงกับไดอะล็อกบ้าง แต่เนื้อหาโดยรวมตรงเป๊ะ พูดแล้วขนลุก ไม่รู้ทำไปได้ไง (หัวเราะ)

Q: เล่นหนัง เล่นละครมารวมๆ แล้ว 30 กว่าเรื่อง คุณชอบแนวไหนมากที่สุด

A: ผมได้หมดนะครับ คนอาจจะเห็นผมเล่นคอเมดี้บ่อยๆ ซึ่งผมมองว่า คอเมดี้ไม่ใช่อะไรง่ายๆ สำหรับบางคนที่เล่นแล้วดูเนียน ถือว่าเป็นพรสวรรค์เลยนะครับ เพราะการพยายามที่จะขำ มันมักจะไม่ขำ เหมือนเราตลกได้แค่นี้ อย่าไปเค้น เค้นแล้วเดี๋ยวจะไม่ฮา เดี๋ยวแป่ก (ยิ้ม) สำหรับผม ผมมองว่าคอเมดี้ยาก ส่วนดราม่าก็ไม่ง่าย มีความเหนื่อย จิตใจมันจะไปด้วยกับบท กับสถานการณ์ กับอารมณ์ มันดึงเราไปหมด บางทีกลับบ้านยังเครียดอยู่เลย (ยิ้ม)

Q: เคยอยากลองเล่นเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่บทพระเอกบ้างไหม

A: อยากนะครับ อยากเล่นบทอื่นบ้าง แต่ตอนนี้เขาให้เป็นพระเอกก็ดีแล้ว (ยิ้ม) ผมว่าบทพระเอกมันมีพัฒนาการเยอะ พอๆ กับคาแรกเตอร์ตัวอื่นนะ เอาจริงๆ พอๆ กับตัวร้ายเลยแหละ ต่อให้เป็นตัวดี มันก็จะมีมุมที่ไม่ดี คนเรามันจะมีทั้งด้านดี และด้านไม่ดีอยู่แล้ว ถามว่า อยากเล่นเป็นคนไม่ดีบ้างมั้ย ก็อยากครับ แต่ถ้าตอนนี้ทางผู้ใหญ่ หรือว่าคนที่เขามอบงานมาให้ เขามองว่าคาแรกเตอร์เรามันเหมาะกับอย่างนี้ ก็ทำไปก่อน วันหนึ่งอาจจะได้ทำอย่างอื่นก็ได้

Q: ล่าสุดคุณกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

A: ชื่อเรื่องว่า ‘Low Season สุขสันต์วันโสด’ โสดกับผี ก็ไม่รู้ว่าจะหนีอะไร ฟังจากชื่อแล้ว เป็นหนังผีที่ตลกแน่นอน (หัวเราะ) ในเรื่องผมรับบทเป็นพุธ เป็นคนเขียนบทหนังอินดี้ มีแฟนเป็นผู้กำกับหนัง แล้วแฟนไปมีคนอื่น เราก็เฮิร์ต พอดีมีงานต้องเขียนบทหนังผี ซึ่งไม่ค่อยตรงกับทางของเราเท่าไร ก็เลยเดินทางไปที่โฮมสเตย์แห่งหนึ่ง แต่ระหว่างทางเรก็ได้ไปเจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งก็คือ หลิน เขาดูชีวิตพังๆ เหมือนกัน แต่ที่สนใจหนักสุดเลย คือเขาเห็นวิญญาณได้ จากตอนแรกที่เราคิดตัวละครในบทไม่ออก พอมาเจอผู้หญิงคนนี้ นี่คือคาแรกเตอร์แบบฟ้าประทานเลย แถมโฮมสเตย์ที่ไปพัก ก็ดันมีแต่คนโสดพร้อมใจกันมาอยู่รวมกัน เรื่องราวความสนุกจึงได้เกิดขึ้นจากตรงนี้

Q: ความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่คุณพอจะยืนยันได้ว่า คุ้มค่าตั๋วแน่นอน

A: ผมว่าเป็นหนังที่มีเส้นเรื่องสนุก มีเซอร์ไพรส์ในเรื่องอยู่เยอะ แล้วก็เป็นคาแรกเตอร์อีกแบบที่เราไม่เคยเล่นมาก่อน ส่วนนักแสดงร่วมก็คุณภาพแน่นๆ ทุกคน โดยเฉพาะมุกตลกแต่ละคน อย่างของพี่อ้น-ศรีพรรณ นิกกี้-ณฉัตร เป็นมุกฟ้าประทานทั้งนั้น (หัวเราะ) เอาแค่ไปดูมุกตลกของนิกกี้ก็คุ้มค่าตั๋วแล้วครับ ส่วนสถานที่โลเคชั่น ต้องบอกว่า เป็นหนังรักเวลาดู หนังบู๊เวลาถ่าย เพราะตอนถ่ายทำต้องขึ้นเหนือไปถ่ายกันบนดอย จังหวัดเชียงใหม่ ค่อนข้างเหนื่อย แต่ได้โลเคชั่นสวยๆ มากมายในเรื่อง อยากให้ทุกคนไปดูครับ คนโสดก็ไปคนเดียว คนมีแฟนจูงแฟนไปดู ได้หมดครับ 13 กุมภาพันธ์นี้ เจอกันที่โรงภาพยนตร์

Q: ความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่คุณพอจะยืนยันได้ว่า คุ้มค่าตั๋วแน่นอน

A: ผมว่าเป็นหนังที่มีเส้นเรื่องสนุก มีเซอร์ไพรส์ในเรื่องอยู่เยอะ แล้วก็เป็นคาแรกเตอร์อีกแบบที่เราไม่เคยเล่นมาก่อน ส่วนนักแสดงร่วมก็คุณภาพแน่นๆ ทุกคน โดยเฉพาะมุกตลกแต่ละคน อย่างของพี่อ้น-ศรีพรรณ นิกกี้-ณฉัตร เป็นมุกฟ้าประทานทั้งนั้น (หัวเราะ) เอาแค่ไปดูมุกตลกของนิกกี้ก็คุ้มค่าตั๋วแล้วครับ ส่วนสถานที่โลเคชั่น ต้องบอกว่า เป็นหนังรักเวลาดู หนังบู๊เวลาถ่าย เพราะตอนถ่ายทำต้องขึ้นเหนือไปถ่ายกันบนดอย จังหวัดเชียงใหม่ ค่อนข้างเหนื่อย แต่ได้โลเคชั่นสวยๆ มากมายในเรื่อง อยากให้ทุกคนไปดูครับ คนโสดก็ไปคนเดียว คนมีแฟนจูงแฟนไปดู ได้หมดครับ 13 กุมภาพันธ์นี้ เจอกันที่โรงภาพยนตร์ 

Q: ถ้าหลุดจากโลกของวงการบันเทิง ชีวิตจริงของมาริโอ้ มีความเป็นพระเอกบ้างไหม

A: น้อยมากครับ คิดเป็นเปอร์เซนต์ประมาณ 0.02 เปอร์เซนต์ อะไรอย่างเนี้ย ตัวจริงเลวฮะ ล้อเล่นๆ (หัวเราะ) ถ้าให้คิดเป็นเปอร์เวน๖เหรอ สัก 25 เปอร์เซนต์ ในความเป็นพระเอก ถามว่ามุมพระเอกในชีวิตจริงของผมเกิดขึ้นตอนไหน อาจจะเป็นเรื่องเห็นใจคน ความสงสารคน อย่างเวลาเจอคนที่เขาลำบาก หรือว่าคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือคนที่เขาพิการ ผมมักจะช่วยเหลือเขาเสมอ

Q: แล้วถ้าไม่ใช่โลกบันเทิง โลกของมาริโอ้แท้ๆ มักจะอยู่ที่ไหน

A: บ้าน ฟิตเนส ช่วงนี้ไปบ่อย ฟิตมาก (หัวเราะ) แต่ที่ไปเยอะกว่าฟิตเนส คงเป็นอู่รถ ผมเป็นคนเล่นรถเก่าวินเทจ บางทีเอารถเข้าอู่ ซ่อมนานเป็นวันๆ ผมเลยอยู่อู่รถมากกว่าฟิตเนส หรือไม่ก็ไปล้างรถบ้านเพื่อน ไม่ก็บ้านตัวเองบ้าง ชีวิตผมวนๆ อยู่กับเรื่องเหล่านี้

Q: ทั้งหมดคือความรัก

A: มากๆ ครับ ผมชอบกิจกรรมอะไรแบบนี้ และผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีเพื่อนซี้เป็นดารา แต่ว่าผมก็อยากมีนะ แต่ว่าไม่มีไง ผมอ่ะอยากคบกับเขา แต่เขาอาจจะไม่อยากคบกับผมก็ได้ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น เพื่อนรักผมจะเป็นเพื่อนสมัยเรียน ทุกคนเรียน ป.1 มาด้วยกันหมด จนถึงวันนี้ เริ่มอายุเยอะแล้ว แต่ก็ยังคบกันอยู่ เป็นเพื่อนที่แฮงเอ้าต์ด้วยกันมาตลอด กินข้าว ไปซิ่ง ไปแว๊น มันเหมือนคุยได้ทุกเรื่อง แล้วก็ไว้ใจกัน ไว้ใจได้หรือเปล่าไม่รู้ อาจจะโกงผมก็ได้ มันอาจไม่บอก แต่ก็ให้โกงๆ ไป (หัวเราะ)

Q: เราแอบนับวันเดือนปีเกิดของคุณมา ทราบว่าคุณอายุ 31 ปีแล้ว มองชีวิตกับการทำงานในวันนี้อย่างไร

A: เข้าใจที่ผู้ใหญ่เคยบอกว่า แก่แต่ตัว แต่ใจไม่แก่ครับ อายุต่อให้เยอะ แต่ใจเราข้างในยังเด็ก เราก็ยังรู้สึกเด็กเสมอ (ยิ้ม) อาจจะด้วยความที่เราได้ทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งเป็นงานที่มันไม่ซ้ำกันเลยสักวัน ทำให้เรารู้สึกสนุก ไม่น่าเบื่อ โอเค อาจจะต้องใช้พลังงานมากกว่าอาชีพอื่น แต่มันก็เป็นความสนุกที่ไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน

Q: วิธีชาร์จพลังกาย พลังใจของคุณเป็นอย่างไร

A: ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์นี่เหมือนกับเพาเวอร์แบงค์นะ ถ้ารู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตไม่สนุกเลย ให้หวดมอเตอร์ไซค์ออกไป เดี๋ยวสนุกเอง ไม่ต้องแว๊นเร็วมากนะ แว๊นชิลล์ๆ แต่มันจะมีความสุข เหมือนเราได้เป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องยนต์

Q: ปิดท้าย ความสุขในแบบฉบับผู้ชายที่ชื่อมาริโอ้ เมาเร่อ ต้องเป็นอย่างไร

A: ผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับสิ่งที่เรารัก อยู่กับของที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือกิจกรรมที่เราสนใจ อย่างการขี่มอเตอร์ไซค์ หรือการสะสมรถ เท่านี้ผมก็มีความสุขแล้วล่ะครับ (ยิ้ม)

Q: ทุกวันนี้มีเจ้าสิ่งที่เรียกว่าความสุขสะสมอยู่กี่คัน

A:  เยอะอยู่ครับ แต่ที่พูดได้มี 2 คัน เพราะบอกแม่ไว้แค่ 2 (หัวเราะ)

247CityLife

247CityLife

Related post