เมื่อ Covid-19 เข้าสู่ระยะสาม เราจะรับมือกันอย่างไร?

 เมื่อ Covid-19 เข้าสู่ระยะสาม เราจะรับมือกันอย่างไร?
Spread the love

เราคงไม่อาจปฏิเสธกันได้อีกแล้ว ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 นั้น กำลังลุกลามและระบาดขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เชื้อร้ายอยู่ในสถานะของ ‘โรคระบาด (Pandemic)’ ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย และประเทศไทย ที่ยังอยู่ในระยะที่ 2 ก็อยู่ในสภาวการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร

และแน่นอนว่า การเตรียมตัว ป้องกัน และรับมืออย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปให้ความใส่ใจ อย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากเหล่านี้ ซึ่ง 247 City Life ก็ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงวิจิตรรัตน์ จำเพียร โรเก้ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ที่มาให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธีรับมือป้องกันโรคร้ายกันในครั้งนี้

แพทย์หญิงวิจิตรรัตน์ จำเพียร โรเก้

“ในสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ ก็นับว่าดิฉันเองต้องรับสถานการณ์อยู่ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง เพราะมีความจำเป็นต้องเดินทางในด้านครอบครัวระหว่างกรุงเทพฯ และประเทศแคนาดาเป็นประจำ โดยเฉลี่ยทั่วไปทุกๆ สองเดือน” พญ.วิจิตรรัตน์กล่าวถึงความจำเป็นของตนเองในเรื่องของการเดินทาง

“สิ่งแรกที่ดิฉันปรับเลย คือ ลดจำนวนความถี่ในการเดินทาง และเลือกเส้นทางหรือสายการบินที่มีมาตรการการจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างจริงจัง และหากประเมินแล้วว่า จำเป็นต้องเดินทางจริง ๆ ก็ขอแบ่งปันแนวทาง และประสบการณ์ด้วยอีกทางหนึ่ง” พญ.วิจิตรรัตน์กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติม พร้อมกันนั้น ยังให้แนวทางที่สำคัญสามประการในการรับมือกับโรคร้าย ไม่แต่เฉพาะ Covid-19 แต่รวมถึงโรคร้ายอื่นๆ ที่อาจจะปะปนเข้ามา

เตรียมพร้อม

1.ติดตามรายชื่อประเทศหรือเมืองที่มีการระบาดก่อนวางแผนการเดินทาง โดยสามารถดูข้อมูลได้จาก เวบไซต์กรมควบคุมโรค https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/index.php

2. งดหรือเลื่อนการเดินทางโดยไม่จําเป็นไปยังประเทศหรือเมืองดังกล่าว

3. ควรมีประกันสุขภาพระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ

4. ตรวจสอบข้อมูลการคัดกรองผู้เดินทางระหว่างประเทศเพื่อควบคุมโรคCOVID-19 และมาตรการต่อคนที่เดินทางไปจากประเทศไทย ของประเทศปลายทาง ที่ http://www.iatatravelcentre.com/

5.ผู้ที่จะเดินทางควรเตรียมร่างกายให้พร้อม หากมีโรคประจําตัว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และปฏิบัติ ตามคําแนะนําของประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัดและเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ําและสบู่ เตรียมเจลแอลกอฮอล์ พกติดตัว สวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น

6.หมั่นตรวจเช็คร่างกายอยู่เสมอให้อยู่ในภาวะที่สมบูรณ์แข็งแรงก่อนการเดินทาง พึงระลึกเสมอว่าถ้าคุณมีโรคประจำตัวอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้อื่น ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความจำเป็นที่ต้องระวังตัวมากเป็นพิเศษ หากคุมอาการยังไม่ดีไม่แนะนำให้เดินทางในช่วงเวลานั้น

7.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงกลุ่มอาหารเสริมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระจะช่วยให้ร่างกายมีความทนทานต่อโรคเพิ่มขึ้น แต่ควรเตรียมตัวอย่างน้อย 7 วันก่อนการเดินทาง

ป้องกัน

1.ก่อนเดินทาง ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจล เพื่อใช้สาหรับตนเองและเพื่อนร่วมทาง

2.หากสังเกตเห็นผู้โดยสารมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ให้แจ้งพนักงานเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัยให้ผู้โดยสาร

3.หลีกเลี่ยงการเข้าไปพื้นที่แออัดหรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจํานวนมากและหลีกเลี่ยงการ คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ที่มีอาการไอ หรือจาม

4. ระหว่างการเดินทางหากมีอาการไข้ไอเจ็บคอหรือมีน้ำมูกควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจ วินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมขอใบรับรองแพทย์หากไม่ได้ป่วยด้วย COVID-19

5.งดการไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจํานวนมากงดการเข้าประชุมการไปสถานที่ที่คนพลุกพล่านเช่นตลาด ห้างสรรพสินค้า ควรอยู่ในที่พักอาศัยเป็นหลัก

ทันโรค

1.หากมีอาการป่วย ระหว่างเดินทางและไม่มีหน้ากากอนามัย ให้แจ้งและขอหน้ากากอนามัยจากพนักงาน

2. เมื่อจะเดินทางกลับประเทศไทยหากมีอาการป่วยก่อนโดยสารเครื่องบินต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่สายการบินทราบล่วงหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ ทั้งนี้ ท่านอาจไม่ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเครื่องบิน หากมีอาการไข้ ไอ จาม มีน้ํามูกอยู่ และไม่มีใบรับรองแพทย์

3.ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามขั้นตอนการคัดกรองผู้เดินทาง และมาตรการป้องกันควบคุมโรคของ กระทรวงสาธารณสุข หากรู้สึกไม่สบายให้แจ้งเจ้าหน้าที่คัดกรองที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ทันที

4. สังเกตอาการตนเองวัดไข้ตนเองด้วยปรอทวัดไข้ทุกวันจนครบ14วันงดการออกไปในที่ชุมชน สาธารณะโดยไม่จําเป็น งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ํา ผ้าเช็ดตัว ช้อนส้อม เป็นต้น และงด การพูดคุยกับผู้อื่นในระยะใกล้กันเกินกว่า 1 เมตร

5.สําหรับผู้ที่เดินทางกลับมาและไม่ได้มีอาการป่วย ไม่จําเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจหาเชื้อ เนื่องจากส่วนใหญ่จะตรวจไม่พบเชื้อในระยะที่ยังไม่แสดงอาการ และอาจทําให้เกิดความเข้าใจ ผิดว่าไม่ได้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้เมื่อมีอาการป่วยในภายหลัง

6.หลังกลับจากพื้นที่มีการระบาดภายใน14วันหากมีอาการป่วยไข้ไอจามมีน้ํามูกเจ็บคอให้ สวมหน้ากากอนามัย หากมีอาการหอบ หรือหายใจลําบาก ควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมทั้งแจ้งประวัติ การเดินทาง

7.หากพบแพทย์และได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อในครั้งแรก แต่มีอาการป่วยมากขึ้น ขอให้ไปพบแพทย์อีกครั้ง เนื่องจากการเก็บตัวอย่างครั้งแรกอาจเร็วเกินไปจึงทําให้ไม่พบเชื้อได้

“แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความสามัคคี การร่วมมือ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการอย่างเคร่งครัด ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคร้ายด้วยเช่นกัน” พญ.วิจิตรรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

247editor

247editor

Related post