“Green and Sustainability Business of His Majesty The King”

 “Green and Sustainability Business of His Majesty The King”
Spread the love

ดอยคำ ธุรกิจเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืนเป็นธรรมกับทุกกระบวนการและทุกคนที่เกี่ยวข้อง

หากจะกล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ก่อตั้งขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยแล้วละก็ ผลิตภัณฑ์ดอยคำ จาก บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ก็น่าจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง จากแนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร คือที่มาของผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเยี่ยม รวมถึงแนวทางการทำธุรกิจที่เป็นธรรม ชื่อของ ‘ดอยคำ’ จึงเป็นที่จดจำและเข้าถึงทุกคน พร้อมตอกย้ำถึงการดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ส่งต่อถึงการสืบสาน รักษา ต่อยอด ที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องภายใต้การบริหารจัดการของ คุณพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเป็นต้นแบบองค์กรธุรกิจที่ดำเนินกิจการตาม ‘ศาสตร์พระราชา’ ควบคู่ไปกับการมุ่งพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน คุณพิพัฒพงศ์วางแนวคิดและทิศทางที่ดอยคำจะก้าวต่อไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคตกับการดำรงไว้ซึ่งปรัชญาแห่งธุรกิจเพื่อการบูรณาการ อันมีทั้งความยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกกระบวนการ ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานกับดอยคำ

พิพัฒพงศ์ : หลังจากสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ผมกลับมาทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในขณะนั้นจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้สำนักงานทรัพย์-สินฯ รับมอบทรัพย์สินและหนี้สินของโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปทั้ง 4 แห่ง จากโครงการหลวง ในปี 2537 มาจดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบ ‘บริษัทจำกัด’ ขึ้น โดยผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก และเข้าทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งผู้อำนวยการฯ ในขณะนั้น มอบหมายให้ผมมาช่วยงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ จนกระทั่งปัจจุบันผมดำรงตำแหน่งกรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ครับ

แนวทางของดอยคำที่น้อมนำการทรงงานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ มีรูปแบบใดบ้าง

พิพัฒพงศ์ :อย่างแรกสุดเลย คือ ความจริงใจ เราทำทุกอย่างบนพื้นฐานของความจริงใจ ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่คุณทำ ไม่คิดจะหลอกลวงกัน ก็จะสะท้อนออกมาในรูปแบบผลลัพธ์ปลายทาง สินค้าดอยคำทุกอย่างนั้นราคาเป็นธรรม ทุกคนที่อยู่ในห่วงโซ่จะได้รับผลอย่างเท่าเทียม เช่น น้ำผึ้งดอยคำ ทุกขั้นตอนนั้น มีคุณภาพด้วยการเลี้ยงผึ้งแบบบูรณาการ เอาคอนโดฯ ผึ้งไปตั้งไว้ในแปลงลำไยที่ปลอดสาร ผึ้งช่วยผสมเกสรต้นลำไย และให้น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำไย รวมถึงการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งด้วยกระบวนการธรรมชาติ ได้ทั้งน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูง และผลผลิตลำไยปลอดสาร นี่คือตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของดอยคำ ที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

การบูรณาการของดอยคำที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรในกระบวนการผลิต

พิพัฒพงศ์ : เราลงทุนกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรอย่างมาก เป็นหลักเลยก็ว่าได้ เช่น ผลสตรอว์เบอร์รีเดิมทีเป็นสายพันธุ์ที่มาจากต่างถิ่นที่ไม่มีในเมืองไทย เราก็สร้างห้องทดลองเพื่อหาวิธีการเพื่อคัดสรรปรับแต่งสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย หากต้นแข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถลดการใช้สารเคมีต่างๆ ได้

เราลงทุนในจุดนี้อย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาด้านการเกษตรอย่างบูรณาการที่สุด รวมถึงงานวิจัยต่างๆ ที่ได้ผลออกมาดี และจะนำไปทำเป็นบทความ (Journal) ตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเผยแพร่ เราก็ยินดี อีกทั้งพืชพรรณที่วิจัยออกมาได้ ดอยคำก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเฉพาะของดอยคำ เรายินดีที่จะแบ่งปันให้กับเกษตรกรนำไปปลูก ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านการเกษตร และเพื่อสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ดอยคำเป็นบริษัทกิจการเพื่อสังคม ลำดับที่หนึ่ง

พิพัฒพงศ์ : ผมมองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนกันจากทั้งสองทาง ดอยคำเองก็ดำเนินกิจการผ่านการพิสูจน์ตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยการดำเนินกิจการ จนถึงการผูกสัมพันธ์กับเกษตรกรเพื่อให้พวกเขามีรายได้ที่จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เป็นรูปแบบ (Model) ที่ประสบความสำเร็จ

ถ้าไปดูงบประมาณของดอยคำ จะพบว่าราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในปีหนึ่งๆ นั้น สูงกว่าราคาตลาดทั่วๆ ไป ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นเกษตรกรให้เกิดการต่อยอดอย่างยั่งยืน รวมถึงการฝึกสอนและแนะนำการปลูกพันธุ์พืชชนิดต่างๆ แก่เกษตรกร เรียกว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเอง ดังเช่นพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ที่ว่า ‘หน้าที่ใคร คนนั้นทำ’ เราก็แค่เพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

คำจำกัดความของความเป็น ‘ดอยคำ’ ในมุมมองของคุณ

พิพัฒพงศ์ : ยอมรับว่าไม่เคยคิดอย่างจริงจังถึงสิ่งที่เรียกว่าคำจำกัดความ คิดแต่เพียงว่า ทำอย่างไรก็ตามที่ดอยคำจะรักษาสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างเหมาะสมเท่าที่จะสามารถทำได้ อาทิเช่น การปลูกเสาวรส ดอยคำก็สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรทำโรงเรือนเล็กๆ เพื่อเพาะปลูกและเก็บเนื้อเสาวรสให้ได้มาตรฐาน HACCP เป็นการแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ พร้อมแนะนำข้อมูล ความรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรมากที่สุด เช่น การคว้านเนื้อเสาวรสด้วยมือจะได้เนื้อที่ใช้ได้เต็มร้อยและคัดคุณภาพดีเยี่ยม รวมถึงเปลือกเสาวรสที่เกิดจากการคว้านเนื้อ ก็แนะนำให้เอาไปเลี้ยงวัวนมต่ออีกทางหนึ่ง เป็นกระบวนการแบบการจัดการขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ไม่มีขยะตกค้าง เกษตรกรก็ได้ประโยชน์ จะเรียกว่าเป็นแนวทาง ‘Think Green : Do Green : Go Green’ ก็ว่าได้

‘Think Green : Do Green :Go Green’ ของดอยคำในแง่รูปธรรมนั้น ดำเนินไปในแนวทางอย่างไรบ้าง

พิพัฒพงศ์ : นี่เป็นวาระใหญ่ของดอยคำเลยครับ เมื่อเราประกาศว่าจะดำเนินนโยบาย ‘Think Green : Do Green : Go Green’ ในปีนี้ ทุกฝ่ายก็รับแนวคิดมานั่งทำแผน ตั้งแต่ร้านค้าปลีกที่จะเปลี่ยนเป็นหลอดกระดาษก็ดี กล่องกระดาษเปลี่ยนเป็นลังที่สามารถใช้ใหม่ได้ก็ดี ไปจนถึงเปลี่ยนการบริการน้ำดื่มในห้องประชุม จากขวดน้ำพลาสติกมาเป็นเหยือกและแก้ว ของฝ่ายบริหารงานกลางก็ดี รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ของฝ่ายออกแบบ ตลอดจนการลดการใช้เช็คของฝ่ายบัญชี เรียกว่าโครงสร้างทั้งหมดขององค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

แนวทางการทำงานของดอยคำในส่วนของการสืบสาน รักษาและต่อยอดมีรูปแบบอย่างไร

พิพัฒพงศ์ : จริงๆ ดอยคำก็เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระผู้ทรงก่อตั้งบริษัทฯ เป็นหลักใหญ่และเป็นหัวใจสำคัญของพวกเราทุกคน แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องคิดว่าจะสื่อสารออกไปอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืน นำเอาวิธีการใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อให้ได้ผลดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรให้มีความรู้ความเข้าใจ ที่จะสามารถสืบสานงานต่างๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำมาอย่างต่อเนื่องด้วยกันทั้งสิ้น ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้บนฐานของความรู้ และความคิดต่างๆ เป็นแนวทาง เพราะผมเองก็ใช่ว่าจะอยู่ยืนยาว คนรุ่นใหม่ก็ต้องขึ้นมาแทนที่ ในยุคอีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้าอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบเหล่านี้เลยก็เป็นได้

ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาถึงสองแผ่นดิน มีความกดดันบ้างหรือไม่

พิพัฒพงศ์ : ไม่เลยครับ ผมถือว่า ถ้าคุณดำเนินชีวิตอย่างไรให้ต่อเนื่อง คุณก็จะเป็นคนเช่นนั้น ทุกคนที่รู้จักผมจะรู้ดีว่า ในแง่ความคิด การปฏิบัติตน เราดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทมาตลอด พร้อมนำมาปรับใช้ เช่นนั้นแล้ว ผมก็ไม่เคยรู้สึกกดดันอะไร

การเป็นธุรกิจเพื่อสังคมและการดำเนินกิจการเพื่อให้เกิดผลกำไร ขัดแย้งหรือสร้างความลำบากใจมากน้อยเพียงใด

พิพัฒพงศ์ : จริงๆ ต้องบอกว่าเป้าหมายของดอยคำไม่ได้ต้องการกำไรอะไรมากมาย เพราะส่วนหนึ่งดอยคำเป็นธุรกิจเพื่อสังคมด้วย อย่างในปีหน้า ที่ต้องคิดถึงเรื่องผลกำไรบ้าง ถ้าสามารถปิดได้ตามที่ตั้งไว้ แม้จะไม่ได้มากมายอะไร แต่มันก็จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าแนวทางของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 นั้น สามารถปฏิบัติได้จริง เป็นหลักฐานว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนคืออะไร และคุณได้ส่งมอบสิ่งดีๆ คืนแก่เกษตรกรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการมากเพียงพอหรือยัง เราเอากำไรมาลงทุนเพิ่มเพื่อให้เม็ดเงินไหลไปสู่ระบบรากแก้วของสังคม ก่อให้เกิดประโยชน์ในองค์รวมมากเพียงพอหรือยัง นี่คือวิธีคิดแบบธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

ดอยคำรักษาแนวทางสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างไร

พิพัฒพงศ์ : คงต้องย้อนกลับไปที่ความจริงใจซึ่งได้กล่าวตั้งแต่ต้นนะครับ ของทุกอย่างของดอยคำนั้นยุติธรรมเสมอ ราคาสมเหตุสมผล และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง อาจจะมีบ้างในบางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ก็กลับมาตั้งราคาให้สมเหตุสมผลตามเดิม ซึ่งไม่เป็นการง่ายเลย แต่ดอยคำก็ยึดมั่นในแนวทางเหล่านี้ กับความจริงใจ ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีให้กับสังคม

ดอยคำกับแนวทางในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

พิพัฒพงศ์ : ผมคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้ว่า เวลาเปลี่ยนแปลงและเดินไป โครงการกว่า 4,000 โครงการของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ก็อาจจะถูกลืมเลือนหายไปตามกาลเวลาบ้าง หากไม่มีคนสานต่อหรือพูดถึง ซึ่งในส่วนของดอยคำก็ต้องสืบสานงานด้านนี้ของพระองค์ท่านต่อไป เพราะพระองค์ท่านทรงสร้างดอยคำ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมในเรื่องของรายได้ การแก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาความคิดต่างทางการเมืองของคนในสังคมยุคนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นหลักฐานที่จะบอกต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ที่มีแนวคิดทุนนิยมเข้ามาอย่างหนักหน่วง พระองค์ท่านทรงสู้กับกระแสและความเปลี่ยนผ่านเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร และนี่คือสิ่งที่ผมมองไว้

ตลอดเวลากว่ายี่สิบปีที่ทำงานอยู่ที่ดอยคำ มีช่วงเวลาอันเป็นพิเศษสำหรับคุณบ้างหรือไม่

พิพัฒพงศ์ : บอกได้เลยว่า ทุกวินาทีที่ทำงานอยู่ที่ดอยคำ ไม่เคยมีช่วงไหนที่ไม่รู้สึกดีใจ ทุกวันที่ตื่น ทุกเวลาที่ทำงาน รู้สึกอยากมาทำงาน ทำงานแล้วมีความสุข เพราะผมดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทจริงๆ ในทุกวัน คิดอยู่ตลอดว่าจะทำสิ่งใด ก้าวต่อไปอย่างไร เพื่อให้ดอยคำติดอยู่ในความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยคุณภาพและความจริงใจที่เรามีให้ ขอเพียงผู้บริโภคได้รับรู้ และเลือกใช้สินค้าของดอยคำ ผมก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากแล้ว เรียกว่าเป็นทุกขณะจิตที่ทำงานเลยก็ว่าได้

พระราชดำรัสของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 ที่คุณนำมาปรับใช้ในการทำงาน

พิพัฒพงศ์ : สิ่งที่ผมใช้เป็นหลักยึด คือ พระปฐมบรมราชโองการที่พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ผมคิดว่าเป็นหลักในการที่พระองค์ท่านทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างมาตลอดจวบจนวันที่เสด็จสวรรคต เป็นสาระหลักสำคัญเลยก็ว่าได้ ทรงทำเพื่อมหาชนชาวสยามในฐานะพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ และนี่เป็นหน้าที่ ที่ต้องการความรับผิดชอบสูงมากต่อราษฎรกว่า 70 ล้านคน

พระองค์ท่านทรงเคยสอนเอาไว้ว่า การจะทำอะไรก็ตามให้ดูภูมิสังคมเป็นหลักประกอบกันด้วย เพื่อให้เหมาะสมและได้ประโยชน์สำหรับคนไทยที่สุด คิดและทำทุกอย่าง อย่างมีกระบวนทัศน์จนประสบความสำเร็จ ดังนั้น การแก้ปัญหาของพระองค์ คือ การแก้ทั้งองค์รวม เป็นการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ ซึ่งทรงทำมาตลอดพระชนม์ชีพกว่า 70 ปี

0 Reviews

Write a Review

247CityLife

247CityLife

Related post