FROM YESTERDAY TO TODAY

 FROM YESTERDAY TO TODAY
Spread the love

โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

“ความโชคดีของชีวิต คือการค้นพบว่าความฝันของตัวเองคืออะไรและได้ลงมือทำมันจนสำเร็จ” เราไม่อาจทราบได้ว่าใครกันแน่ที่เอ่ยประโยคนี้เป็นคนแรก แต่มันคือประโยคที่ใครต่อใครมักหยิบมาพูดเสมอเวลาอยู่ในสถานการณ์สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไร หรือไม่รู้แม้กระทั่งความใฝ่ฝันจริงๆ ของเราคืออะไร

สำหรับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ดูเหมือนคำตอบของคำถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” คำตอบแรกและคำตอบเดียวที่เขายึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ครั้นยังเด็กคือการเป็นนักดนตรี เมื่อรู้ว่าฝันตัวเองคืออะไร เขาออกตัววิ่งตามสายอาชีพนั้นจนสามารถไล่ตามความฝันทันและคว้ามันมาอยู่ในมือได้ดั่งใจ

แต่เส้นทางในฐานะนักดนตรีตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีของเขาก็มิได้ราบเรียบหรือโรยด้วยกลีบกุหลาบ เสมอไป บางครั้งเขาวิ่งไปเจอกับ ถนนลูกรัง บางครั้งก็เจอขวากหนาม ที่เกือบจะทำให้เขาละทิ้งการเป็น ศิลปิน ซึ่งการเลือกสู้ต่อทำให้ วันนี้ชื่อ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ไม่เพียงแค่สามารถยืนอยู่บนเส้นทาง สายดนตรีได้ แต่การเปลี่ยนมุมมอง ความสุขในชีวิต แล้วกล้าออกจากเซฟโซนที่เคยมีทำให้โต๋กลายเป็นคนใหม่ที่เฉิดฉายราวกับว่าเขาได้กลับมาเป็นศิลปินหน้าใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ความสงสัยในตัวตนใหม่และความคิดถึงชีวิตของเขาเมื่อยังเป็นโต๋คนเดิม กลายมาเป็นบทสนทนาระหว่าง 24 7 City Magazine และโต๋ ที่เผยให้เห็นชีวิตตั้งแต่ครั้งเริ่มรักในดนตรี ไล่มาถึงปัจจุบัน และมุมมองในอนาคตของผู้ชายคนนี้

คุณก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายดนตรีได้อย่างไร

โต๋ : คุณพ่อเป็นคนให้เริ่มเล่นดนตรีครับ โดยให้เรียนเปียโนตั้งแต่ยังเด็ก เพราะคุณพ่อรู้ว่าเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่รวบรวมหัวใจและทฤษฎีของดนตรีไว้เยอะที่สุด ทุกวันนี้ถ้าเกิดเด็กคนหนึ่งถามผมว่า “เรียนเครื่องดนตรีอะไรดี?” ผมก็จะแนะนำให้เรียนเปียโน เพราะว่าพอเล่นเปียโนได้แล้วเมื่อขยับไปเล่นอย่างอื่นมันจะง่าย เราจะเห็นทฤษฎีทั้งหมด

ตอนสมัยเรียนเปียโน ผมต้องเรียนทุกวัน ซ้อมทุกวัน จนอายุประมาณ 10 ขวบ คุณพ่อก็ถามว่าชอบจริงจังไหม ผมก็บอกว่าชอบ จากนั้นก็เริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจัง แล้วก็เริ่มแต่งเพลงตอนอายุประมาณ 12-13 ปี เพราะผมอยากจะเป็นศิลปิน ผมเห็น เอลตัน จอห์น (Elton John) แล้วรู้สึกว่าคนเล่นเปียโนก็สามารถเป็น ‘ฟรอนต์แมน’ ได้นี่ อยากจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ผมต้องทำแบบนี้

ก็เลยเป็นอีกความฝันหนึ่งที่ว่า ถ้าวันไหนผมมีโอกาสได้มีอัลบั้ม ผมจะเอาเพลงที่แต่งสมัยเด็กมาอยู่ในอัลบั้มด้วย ซึ่งเพลงนั้นก็ได้มาอยู่ในอัลบั้ม Living in C Major ชื่อเพลงว่า แรงใจ ครับ

หลังจากนั้นผมได้โอกาสจากค่ายใหญ่เรียกเข้าไปแคสฯ บ้าง บางค่ายก็บอกว่าร้องกับเปียโนไม่เวิร์กหรอก มันต้องเป็นบอยแบนด์ จริงๆ บอยแบนด์สมัยนั้นก็ฮิตนะ แต่ผมมีภาพในหัวอยู่แล้วว่าอยากเป็นแบบนี้ ผมก็เชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นจึงปฏิเสธไป เวลาผ่านไปจนกระทั่งผมได้เข้ามาทำงานกับพี่บอย โกสิยพงษ์

ก่อนหน้านั้นผมเล่นดนตรีอยู่ที่โบสถ์ พี่บอยมาเห็นเข้าก็เลยชวนไปช่วยทำงานห้องอัด ตอนนั้นผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 พอเรียนเสร็จ ตอนกลางคืนก็ไปช่วยเรียบเรียงเพลง ไปช่วยแต่งเพลงกับพี่บอย จนพี่บอยมีคอนเสิร์ต Million Way of Love ก็เลยชวนผมกับเพื่อนอีก 4 คน ที่กำลังเป็นศิลปินเดี่ยวขึ้นไปเล่นคอนเสิร์ตด้วย ครั้งนั้น ถือเป็นคอนเสิร์ตแรกของผมและกลายมาเป็นการรวมตัวกันใน B5

ดูเหมือนว่าครอบครัวจะมีอิทธิพลต่อด้านดนตรีของคุณมากเลยใช่ไหม

โต๋ : ใช่ครับ คุณพ่อ (นคร เวชสุภาพร สมาชิกและหัวหน้าวง Grand Ex’)  มีอิทธิพลมากเกี่ยวกับการเป็นศิลปินของผมทุกวันนี้ แนวคิดที่เป็นผมวันนี้ก็คือสิ่งที่ผมรับมาจากคุณพ่อทั้งนั้น จริงๆ คุณพ่อแค่ต้องการปลูกฝังให้มีดนตรีในชีวิตแต่ไม่เคยอยากให้เป็นศิลปิน เพราะเขาเคยใช้ชีวิตเป็นศิลปินมาก่อน จึงรู้ดีว่ามันไม่ได้สุขเสมอไป ทุกคนจะเห็นถึงความสุขของการเป็นศิลปิน แต่จริงๆ แล้วการเป็นศิลปินมันเครียด ศิลปินคือการรักษาไว้ซึ่งความคาดหวังของแฟนเพลงและความคาดหวังของแต่ละคน การเป็นศิลปินจึงเป็นการทดลองหลายๆ อย่างที่สามารถทำให้ชีวิตพังได้เหมือนกัน คุณพ่อก็จะสอนผมตลอดและถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้เดินเส้นทางนี้ แต่ถ้าเส้นทางของผมมันพามาให้ต้องเป็น คุณพ่อก็จะสอนให้ดีที่สุด

ผมไปเรียนดนตรีเขาจะสอนทฤษฎี แต่ไม่มีโรงเรียนไหนที่สอนให้เป็นศิลปินที่ดีได้ คำสอนของคุณพ่อจึงเหมือนเรากำลังขับรถอยู่ในทางที่เราไม่เคยไปมาก่อนแล้วมีคนที่เคยเดินทางนี้มาแล้วคอยบอกว่าระวังหินนะ ตรงนี้มีน้ำนะ ระวังต้องหลบซ้ายนะ จะมีคนอธิบายทางให้เราตลอด คุณพ่อจึงมีอิทธิพลมากและเป็นความโชคดีมากของผมที่ได้เรียนรู้จากเขา ถ้าถามว่าไอดอลด้านดนตรีของผมเป็นใครผมไม่มีนะ ผมฟังได้หมด แต่คุณพ่อเป็นไอดอลเรื่องชีวิตของผมเลย

คุณพ่อไม่อยากเป็นนักดนตรีแล้วเคยถามคุณพ่อไหมว่าอยากให้เป็นอะไร

โต๋ : ไม่เคยคุยเลยครับ เพราะว่าคุณพ่อพูดตลอดว่าอยากเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะ ขอแค่อย่างเดียวคือเป็นคนดีแล้วกัน คุณพ่อไม่เคยดูเกรดเรียนทั้งที่ผมเป็นนักเรียนทุนไปต่างประเทศ ผมจบ ABAC เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คุณพ่อไม่เคยสนใจว่าเกรดเฉลี่ยต้อง 4.00 อะไรก็ได้เป็นคนดีก่อน เรื่องเก่งไม่เก่งเอาไว้ทีหลัง บางคนจะคิดว่าบ้านผมคุณพ่อจะต้องเป็นคนเข้มงวดมาก แต่ความจริงคือเป็นคนเฉยๆ

แล้วคำว่า ‘คนดี’ ของคุณพ่อตีโจทย์ได้อย่างไรบ้าง

โต๋ : ตีได้หลายมุม แต่ถ้าการเป็นศิลปินที่ดีคุณพ่อจะสอนเรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตน เรื่องการต้องระวังอะไรไว้บ้าง ชีวิต ยาเสพติด เงินทอง ชื่อเสียง และหลายๆ อย่าง คือคุณพ่อจะเตือนตลอดว่าสิ่งพวกนี้จะทำให้ชีวิตพัง ส่วนถ้าเป็นเรื่องทำงานผมก็ต้องเปิดใจให้กว้างออก เราต้องรับได้ในดนตรีทุกๆ แนว ผมเล่นเปียโน ผมเล่นคลาสสิก มันไม่ได้แปลว่าลูกทุ่งไม่ดี ทุกอย่างดีหมด คุณต้องเล่นด้วยใจที่เปิดออก คือการอ่อนน้อมถ่อมตนนั่นเอง เมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าคุณเก่งเตรียมตัวตายได้เลยเพราะมีไม่กี่อย่าง ที่ทำให้นักดนตรีพัง ความหยิ่ง ความโลภ และชื่อเสียงนี่แหละครับ ถ้าคุณเป็นแค่นักดนตรี คุณมาถึงที่ร้านคุณเล่นเลย เล่นจบก็กลับบ้าน แต่พอเป็นศิลปินคุณขึ้นเวทีเดียวกันเลยนะคนเขา ไม่ได้ฟังแค่คุณเล่นดนตรี เขามองถึงว่าชีวิตคุณเป็นยังไง แนวคิดคุณเป็นอย่างไร มันมีความคาดหวังมากกว่าการเป็นนักดนตรีธรรมดา แม้สมัยนี้เราจะบอกว่าชีวิตเป็นของผม ผมจะทำอะไรก็เรื่องของผมก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วคุณเป็นศิลปินคนก็ยังมองถึงชีวิตของคุณอยู่ดี ซึ่งคุณพ่อก็ถามว่าพร้อมไหมที่เวลาไปไหนมาไหนมีคนจ้องตาตลอด มีกล้องตามถ่าย คุณพ่อพูดตั้งแต่โทรศัพท์ยังไม่มีกล้อง จนถึงทุกวันนี้ทุกคนมีโทรศัพท์ที่มีกล้อง

ทุกวันนี้ชินหรือยังกับการเป็นคนของประชาชน

โต๋ : ก่อนหน้านี้ผมมีคุณพ่อคอยบอกทางอยู่ตลอด จนพร้อมที่จะมาเจอตรงนี้ แล้วผมก็ผ่านมาจนรู้สึกว่า ยืนแข็งแรงได้ด้วยเท้าของตัวเองแล้ว ตอนเข้าวงการมาแรกๆ ผมก็เจอหลายอย่างที่คุณพ่อสอน ผมเจอเว็บบอร์ด เจอกระทู้สบประมาทว่าเข้าวงการได้เพราะพ่อ ซึ่งผมก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเจออะไรแบบนี้ แต่ตอนที่คิดว่าจะเจอ กับเมื่อได้เจอจริงๆ มันไม่เหมือนกัน มันจุกกว่า พอผมปรึกษาคุณพ่อ เขาก็บอกว่ารับได้ไหมละ ถ้ารับไม่ได้ก็ออกเลย ถ้าจะอยู่ตรงนี้ต่อไปต้องเข้มแข็ง ต้องรับให้ได้และให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เพราะเราพูดให้ทุกคนชอบเราไม่ได้หรอก คนชอบยังไงก็ชอบ คนไม่ชอบยังไงก็ไม่ชอบ

คนเราไม่ควรเอาความสุขไปแขวนไว้กับคำว่าประสบความสำเร็จ ต้องมีความสุขตั้งแต่เราทำแล้ว ไม่ว่ามันจะดังหรือไม่ก็ตาม

คุณพูดถึงความรักที่คุณพ่อมีให้ แล้วถ้าวันหนึ่งคุณมีลูกจะส่งต่อความรักและเส้นทางการเป็นศิลปินให้ลูกไหม

โต๋ : ผมก็จะทำเหมือนคุณพ่อ คือมีหน้าที่ให้ แต่ไม่คาดหวังว่าเขาต้องเป็นอะไรแบบที่เราอยากให้เป็น จริงๆ แล้วผมว่าดนตรีคือการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นแบบศิลปินรุ่นพี่ส่งให้ศิลปินรุ่นน้อง แต่ของผมดันเป็นพ่อลูกกัน  มันก็เลยกลายเป็นการให้ทั้งสองแบบเหมือนกับคำในภาษาอังกฤษที่ว่า ‘Be Inspired’ นักดนตรีคนหนึ่ง แนวคิด แนวดนตรี เราจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่เสมอ เราก็พัฒนามาเป็นตัวเรา แล้ววันหนึ่งพอเราเป็นศิลปิน เราก็กลายเป็นคนที่ให้กับรุ่นน้อง แนวคิดการเป็นศิลปินแบบนี้ก็เลยถูกส่งมาหาผม และไม่จำเป็นต้องเป็นลูกผมก็ได้ ทุกวันนี้ศิลปินรุ่นน้องใหม่ๆ ที่โตมากับสิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมเป็น วันหนึ่งเขาก็จะเล่าต่อไปสู่รุ่นต่อรุ่น

ช่วงที่คุณหายไปจากวงการเพลงพักหนึ่ง หายไปทำอะไรมาบ้าง

โต๋ : ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมรู้สึกหมดไฟมากที่สุด เป็นช่วงที่ผมรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่ผมอธิบายไม่ถูกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร ผมก็เลยบอกทางค่ายว่าขอเวลากลับไปคิด ไปรีเฟรชตัวเองหน่อยเพราะผมรู้สึกว่าผมทำงานเยอะมาก ตั้งแต่เข้าวงการมาปี 2003 ผมไม่เคยหยุดเลย ผมมีคอนเสิร์ตใหญ่แทบทุกปี ผมมีอัลบั้มต้นปี-ปลายปี ทั้งอัลบั้มร้อง อัลบั้มบรรเลง และผมก็ทำเบื้องหน้ากับเบื้องหลังเองด้วย คือเหมือนตัวเองเป็นคนบ้างานนะครับ จนวันหนึ่งรู้สึกว่าหยุดก่อน ขอกลับไปพักดีกว่า ผมก็หายไปพัก หายไปอยู่เฉยๆ ไปเที่ยวไปอะไร แล้วก็เอาความเปลี่ยนแปลงตรงนี้มาแปลงเป็นนามธรรมให้ได้ แปลงมาเป็นเพลง แปลงมาเป็นภาษาให้คนเข้าใจ แล้วก็กลับมาใหม่ในอัลบั้ม Chapter I

พอได้กลับมาแล้วรู้สึกอย่างไร

โต๋ : ผมรู้สึกว่ามันเป็นจุดเด่นช่วงหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ เมื่อก่อนผมมีกรอบอยู่กรอบหนึ่งและผมอยากจะหลุดออกจากกรอบนี้ ผมโตมากับการอยากเป็นนักดนตรีมากๆ จนไม่กล้าที่จะออกไปข้างนอก พอได้สละเซฟโซนของตัวเอง เลยกลายเป็นว่าผมจะเป็นอะไรก็ได้ กลับมาอีกครั้งผมเลยพูดเก่งขึ้นให้เล่นละครก็เล่นได้ เพราะก่อนหน้านี้ ถ้าใครตามผมมาตั้งแต่ยุคเพลงรักเธอ มีหนังมีละครติดต่อให้เล่น ผมจะไม่เอาเลย แต่ตอนนี้เมื่อผมอะไรก็ได้ มันเลยสนุกสนาน ให้ความรู้สึกเหมือนผมได้กลับมาเป็นศิลปินหน้าใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผมอยู่ข้างบนนี้หรือว่าผมอยู่ข้างล่างเพราะว่าตอนอยู่ข้างบนก็ต้องเตรียมตัวลง ตอนอยู่ข้างล่างก็พร้อมที่จะขึ้น ความสุขคือการเอนจอยทุกโมเมนต์ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนก็ตามบนภูเขาลูกนี้

เคยคิดไหมว่ากลับมาแล้วจะไม่ได้รับการยอมรับ

โต๋ : ตอนหายไปผมคิดว่าคงไม่ได้กลับมาหรอก คงต้องเตรียมตัวไปทำเบื้องหลังแล้วมั้ง หรือไม่ก็ไปทำอย่างอื่น เพราะว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันก็เตรียมตัวไปทางอื่นแล้ว แต่เมื่อคุณถึงจุดที่คิดว่าคงไม่มีแล้ว ทุกอย่างที่ได้มาเลยเป็นบวกหมด แค่ได้กลับมาทำก็คิดว่าโอเคแล้ว แต่พอได้รับการตอบรับกลับมาดี ก็เลยเหมือนเป็นศิลปินหน้าใหม่ เมื่อก่อนผมจะมีความเป๊ะ ผมต้องเล่นให้ดี ผมต้องปล่อยเพลงให้ดีผมถึงจะมีความสุข แต่พอไปถึงจุดที่คิดว่าคงไม่มีอีกแล้ว มันตรงข้ามกันเลย กลายเป็นว่าผมควรจะมีความสุขก่อนแล้วเดี๋ยวงานมันจะดีเอง คนเราไม่ควรเอาความสุข ไปแขวนไว้กับคำว่าประสบความสำเร็จ ต้องมีความสุขตั้งแต่เราทำแล้ว ไม่ว่ามันจะดังหรือไม่ก็ตาม คอนเสิร์ตเหมือนกันไม่ว่าวันนี้ขึ้นไปคนดูจะเต็มฮอลล์ไม่เต็มฮอลล์ หน้าที่ของศิลปินอย่างเราต้องมีความสุขตั้งแต่ขึ้นเล่นแล้ว ผมว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่มันสอนผมในช่วงเวลานั้น

รู้สึกไหมว่าตัวเองโตขึ้น

โต๋ : ไม่รู้คำว่าโตมันเป็นยังไง รู้แต่ว่าผมเป็นตัวเอง แล้วผมชัดเจนขึ้นว่าชอบอะไร เส้นทางชีวิตมันสอนให้เรา คอยจัดการสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา กลายเป็นผมชอบคำท้าทาย คำสงสัยจากคนที่สบประมาทเรา มาเถอะ เพราะผมรู้สึกว่ายิ่งมาเยอะมันยิ่งทำให้เราโต ยิ่งเจ็บยิ่งมีภูมิคุ้มกัน มันจะโหดแค่ไหนสุดท้ายมันก็ผ่านไป ในขณะเดียวกันถ้ามันประสบความสำเร็จมาก จะดังมากขนาดไหน วันหนึ่งมันก็ต้องผ่านไปอยู่ดี

การกลับมาของคุณไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ที่ใหม่ แต่ทำไมแนวเพลงของคุณก็ใหม่ขึ้นด้วย

โต๋ : ผมแทบจะไม่ได้ร้องเพลงนั่งเล่นเปียโนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้ผมลงไปเดินเล่นกับคนดูอย่างเดียว ซึ่งพอ   ข้างในเปลี่ยน อะไรมันเปลี่ยนหมดเลย พอผมหลุดออกมาจากการตีกรอบตัวเองจึงเป็นคนอะไรก็ได้ เมื่อก่อนคิดว่าผมไม่ใช่แนวเต้น ตอนนี้เหรอเต้นได้ครับ ผมว่าการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ดี พอผมทำอย่างนี้ปุ๊บ มันทำให้คนอื่นเห็นเราในมุมเล่นละคร คนเห็นเราในมุมเริ่มไปการแสดง คนเห็นเราในมุมไปรายการ และคนเห็นว่าเรามีมุมตลกด้วย พอข้างในมันเปลี่ยนก็เหมือนกับเราเอนจอยไลฟ์ไปด้วย

คุณใช้คำว่าข้างในเปลี่ยนบ่อยมาก อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าข้างในเปลี่ยน

โต๋ : การที่เราหลุดออกมาจากกรอบอะไรสักอย่าง เอาตรงๆ ก็คือการมีความสุขกับตัวเองและสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะผมเคยคิดว่าจะไม่มีแล้ว พอวันหนึ่งที่ได้กลับมายืนตรงนี้ ให้ทำอะไรผมก็ทำ ทำเต็มที่แต่ได้เท่าไหนก็เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปสูงเท่าเดิมก็ได้ อะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้าจงมีความสุขให้ได้ ผมว่าตรงนี้สำคัญ 10 ปีแรกในอัลบั้มรักเธอ ผมเหมือนกับคนเดินขึ้นเขาที่ทุกคนบอกว่าบนยอด มันสวยมาก ผมก็ไฟแรงพยายามวิ่ง  ขึ้นไปจนสามารถขึ้นไปยืนบนยอดเขาได้สำเร็จ แต่พอไปเจอด้วยตัวเองผมกลับรู้สึกว่า มีแค่นี้เองเหรอ ไหนบอกว่าสวยมากไง สุดท้ายแล้วมันก็ต้องผ่านไป ผมก็ต้องเตรียมตัวเดินลง ไม่มีใครสามารถอยู่ข้างบนได้ตลอดหรอกเพราะข้างบนมันมีความกดอากาศเยอะและคนอื่นก็ต้องเดินขึ้น ซึ่งตอนที่ผมเดินลงวิธีคิดก็ไม่เหมือนตอนเดินขึ้นเพราะระหว่างลงผมก็จะเห็นเด็กๆ ที่พยายามวิ่งขึ้นไป แต่ผมก็ไม่อยากบอกหรอกว่ามันไม่ได้สวยขนาดนั้น เดี๋ยวสักวันคุณก็ต้องเดินลงมา ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผมอยู่ข้างบนนี้หรือว่าผมอยู่ข้างล่างเพราะว่าตอนอยู่ข้างบนก็ต้องเตรียมตัวลงตอนอยู่ข้างล่างก็พร้อมที่จะขึ้น ความสุขคือการเอนจอยทุกโมเมนต์ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหนก็ตามบนภูเขาลูกนี้ นี่คือสิ่งที่สำคัญ

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ซีเรียสกับการเป็นนักดนตรีและอยากทำให้ดีที่สุด แต่วันนี้ผมเอาความสุขตั้งก่อน ผมว่าใครก็ตามที่หามุมความสุขหรือมุมบวกเจอก่อนเท่ากับชนะ สมมุติวันนี้เรานั่งรถออกไปด้วยกันแล้วเกิดเหตุรถชน คนหนึ่งอาจจะโวยวายกับอีกคนที่มองโลกในแง่ดี คนที่หามุมบวกในสถานการณ์นั้นได้ก่อนชนะเลย

ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตมันดีหมด ถ้าเป็นปัญหาก็สอนให้เราเข้มแข็งขึ้น  สอนให้เราแกร่งขึ้น ถ้าเป็นเรื่องดีมากๆ แน่นอนเราก็ยิ้ม แต่ถ้าคุณขึ้นไปข้างบนก็ต้องเตรียมตัวไว้เลยว่ามันอยู่ไม่ได้นานหรอก แต่ถ้าอยู่ข้างล่างก็สู้หนักหน่อยเดี๋ยวมันก็ขึ้น ความสุขมันถึงอยู่ที่ว่าการเอนจอยโมเมนต์กับคนที่อยู่ข้างๆ คุณตอนที่คุณอยู่ทั้งข้างบนและข้างล่าง แม้อาจจะไม่ได้มีตลอดและไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่เราจะเห็นคุณค่าของทุกโมเมนต์มากขึ้น

จะเรียกว่าการคิดบวกเป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณผ่านช่วงเวลาหมดไฟมาได้ไหม

โต๋ : ใช่ครับ สิ่งที่ผมได้กลับมาคือการที่ผมได้กำลังใจจากคนรอบข้างเยอะ การคิดบวก และการสู้ไม่ถอยด้วย  เพราะคนเราถ้าหลังไม่ชนเชือกก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นยังไง ตอนนั้นมีหลายทางเลือกที่ผมคิดเอาไว้ คือไปทำเบื้องหลัง กลับอีกทางหนึ่งคือกลับมา ผมก็เลยเลือกทำอัลบั้มชุดนี้ และผมคิดว่าเวลาคนเราหลังชนเชือก ดิ้นครั้งแรกอาจจะไม่หลุดหรอก ต้องดิ้นใหม่ ผมก็ตอบไม่ได้ว่าต้องดิ้นกี่ครั้ง บางคนอาจดิ้นเป็นยกเลยกว่าจะหลุด แต่เมื่อคุณหลุดได้ คุณจะแกร่งขึ้นอีก หลายคนที่กำลังเจอสิ่งนี้อยู่ แล้วรู้สึกว่าไม่มีทางไป ข้อดีก็คือคุณจะค้นพบแรงอะไรบางอย่างที่เป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายในเส้นทางชีวิตของคุณ ถามตัวเองว่าคุณต้องการจริงหรือเปล่า คุณต้องการขนาดไหนถ้าคุณต้องการมากดิ้นครั้งนี้ไม่หลุด ดิ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็หลุดเอง คุณต้องสู้ของคุณเอง

อัลบั้มที่ผ่านๆ มาคุณทำงานเพลงด้วยตัวเองมาตลอด แต่อัลบั้มนี้คุณมีโปรดิวเซอร์หลายท่านเข้ามาช่วยด้วยการทำงานเป็นทีมให้อะไรกับคุณบ้าง

โต๋ : เมื่อก่อนผมต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้ ผมแต่งเอง ผมโปรดิวซ์เอง ผมเล่นเอง ผมร้องเอง แต่พอเอาความสุขตั้ง ผมไม่แคร์ว่าทุกคนต้องเห็นว่าทำเองทุกอย่าง ผมไม่แคร์เลย ฉะนั้น ทำงานกับใครก็ได้ ผมบอกค่ายเลยทำเถอะ เอาใครก็ได้ ผมถนัดแต่แนวผม ถ้าจะเปลี่ยนตัวเองผมต้องยอมรับว่าผมทำไม่ได้ทุกอย่างหรอก ผมต้องดึงคนที่มีกึ๋น มีความสามารถด้านอื่นๆ มาช่วย จึงเป็นที่มาของโปรดิวเซอร์ชาวต่างชาติและการแต่งเพลงร่วมกับอีกหลายคน

มันเหมือนกับผมเป็นพ่อครัวทำอาหารไทย แต่ถ้าผมอยากจะกินอาหารฝรั่ง ผมอยากจะทำเองมันก็จะเป็นอาหารฝรั่งที่รสชาติคนไทย ก็เลยต้องฝากให้คนโน้นคนนี้เข้ามาช่วยผสมให้มันกลมกล่อม ผมก็เลยได้ไอเดียต่างๆ มากขึ้น ได้เพลงที่มันหลากหลาย และมีเวลาที่จะเอนจอยไลฟ์ เมื่อก่อนเราดูเองทุกอย่างจนถึงมิกซ์สุดท้ายก่อนส่งเข้าบริษัท ผมเป็นคนส่งไปเองด้วย สมัยนี้เหรอครับ โปรดิวเซอร์คุณว่าอะไรดีเอาเลย ผมทำเท่านี้พอแล้ว ผมเอาเวลาไปทำ อย่างอื่นละ เพราะผมก็มีชีวิตของผมที่อยากจะเอนจอยด้วย แล้วพอทำงานเป็นทีมมันสบายกว่า ผมอยู่ข้างหน้าก็จริงแต่ข้างหลังมีคนทำงานอยู่เป็นกองทัพ

คิดว่าการกลับมาของคุณที่ผลตอบรับดีเกินคาดขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลังจากโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเปล่า

โต๋ : สำหรับผมไม่ว่าจะเป็นสื่อโซเชียล หรือสื่ออะไรก็ตามมันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตรงนั้นสักเท่าไหร่ ผมว่าอยู่ที่ตัวคน อยู่ที่ตัวสารที่ส่งไปว่าถึงคนรับถูกต้องหรือเปล่า ถึงแม้จะไม่มีโซเชียลแต่เป็นยุคนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์เหมือนวันแรกที่ผมเข้าวงการ ผมว่าถ้าสารถูกและคนรับเขาสามารถรู้สึกได้ ตรงนี้ ผมว่าก็เวิร์กได้เหมือนกัน แต่แน่นอนโซเชียลก็มีมุมดีอีกหลายมุม ยกตัวอย่าง ‘Feature Live’ ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ ผมเป็นเพจแรกๆ ที่ได้เล่นก่อนที่เขาจะเปิดให้ทุกคนสามารถไลฟ์ได้ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าคืออะไรหรอก ผมก็ ลองเล่นดู แต่คนก็เข้ามาดูเป็นหมื่น ข้อดีก็คือมันถึงตัวแฟนเพลงง่ายขึ้น แล้วแฟนเพลงก็มีโอกาสเห็นผมในวันที่ไม่ได้เป๊ะตลอด เป็นชีวิตจริงๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน MV จึงทำให้รู้สึกว่าใกล้กันมากขึ้นด้วย อันนั้นต้องยอมรับว่าเป็นพลังจากโซเชียล แต่ถ้าสารไม่ดีคนก็ไม่อิน

คุณถือว่าเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ยืนระยะในวงการเพลงมานาน ในแต่ละยุคคุณต้องมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง

โต๋ : ผมว่าศิลปินในมุมหนึ่งก็ต้องทำตัวเหมือนเป็นจิ้งจกนะ คืออยู่ไปไม่เท่าไหร่ก็ต้องเปลี่ยนสีให้มันอยู่ต่อให้ได้ วงการมันเป็นคลื่น ยิ่งวงการเพลงยิ่งเห็นชัด ถ้าเป็นศัพท์การตลาดเราจะเรียกพวกนี้ว่าเป็น ‘Fashion’ แฟชั่นจะมาแบบกราฟสูงมากเลยแล้วก็สั้น ก็เหมือนกับเพลงยุคหนึ่งร็อคดังมาก อะไรก็ต้องร็อคถัดมาก็เป็นเพลงป๊อป เพลงไต้หวัน เพลงเกาหลี แล้วตอนนี้ก็มาเป็นแร็ป ศิลปินจึงต้องทำตัวไม่เป็นแฟชั่นถ้าคุณอยากอยู่นาน ซึ่งถ้าตรงกันข้ามกับแฟชั่นเราจะเรียกว่า ‘Never Style’  คือกราฟจะไม่ได้ขึ้นสูงแต่จะอยู่นาน ผมก็จะรู้สึกว่านี่คือสไตล์ของเรา เราปักธงเอาไว้ว่านี่คือดินแดนของเรา แต่ในขณะเดียวกันเราต้องปรับสีให้อยู่ได้ด้วยการผสมผสานกับสิ่งที่ กำลังฮิต ไม่ใช่เปลี่ยนตามความนิยม ไปเลย เราก็ยังเป็นเรา แต่เราต้องคิดว่าเราสามารถมาเจอกันตรงไหนได้บ้าง ต้องหาวิธีปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคนี้ให้ได้ เมื่อไหร่ที่เราหลุดจากคลื่นตรงนี้ไป เราจะหลุดกลายไปเป็นศิลปินยุคเก่าไปเลย

คุณมองอนาคตตัวเองด้านดนตรีต่อจากนี้อย่างไร

โต๋ : คือดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมที่คิดว่าไม่มีทางหายไปไหนได้ในการทำงาน ผมมองว่าก็จะยังอยู่เบื้องหน้า ในอนาคตอาจจะไม่ได้ออกมาเยอะอะไรขนาดนี้ แต่ก็ยังอยู่ในวงเวียนของวงการนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการไปทำเบื้องหลัง ไปทำ Music Director หรือว่านานๆ อยากออกอัลบั้มก็ออก ผมก็อยู่กับดนตรีนี่แหละไม่หนีไปไหนหรอก

อีกสิ่งที่อยากทำในอนาคตมากๆ คือการผลักดันเด็กเจนใหม่ๆ ให้เป็นนักดนตรีที่เก่ง เพราะผมรู้สึกว่าเด็กไทยเก่ง เลยอยากจะผลักเขาให้เข้าใจสิ่งที่ผมเข้าใจตอนอายุ 20 ให้เขาเข้าใจตอนอายุ 16 เพราะผมรู้สึกว่าอนาคตของวงการเพลงเด็กเจนหลังต้องเก่งกว่า ก็เหมือนกับรุ่นน้องเรา มันต้องเก่งกว่า ซึ่งถูกแล้วเราต้องเห็นเด็กใหม่ๆ พัฒนาขึ้น แต่แพลน นี้ยังไม่ใช่ตอนนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเร็วๆ นี้

คอนเสิร์ตครั้งนี้ในรอบ 10 ปี พวกเราจะได้เห็นอะไร

โต๋ : ผมไม่ได้เล่นคอนเสิร์ตใหญ่มา 10 ปี แล้วอิมแพค อารีน่า คือความฝันหนึ่งในชีวิตของศิลปิน ผมเล่นอิมแพค อารีน่าครั้งล่าสุดปี 2009 แล้วไม่คิดว่าจะได้กลับมาเล่นอีก การได้ กลับมาเล่นครั้งนี้เหมือนที่ตั้งชื่อคอนเสิร์ตว่า Today เพราะผมรู้สึกว่าบางทีเรารู้จักกันนานจนเราลืมไปว่าเรารู้จักกันนานมาก และในมุมหนึ่งก็คือ Today ในวันนี้คือการได้เตือนความทรงจำ ผมมีวิธีเก็บความทรงจำไม่กี่อย่าง ผมถ่ายรูปเก็บไว้ ผมแต่งเพลง เก็บไว้ แล้ววันใดที่ฟังเพลงก็ตาม ผมจะนึกถึงตอนช่วงเวลานั้น เหมือนเราฟังเพลงพี่เบิร์ดเราจะนึกถึงตอนเราเรียนมัธยม ผมว่าคอนเสิร์ตนี้จะเป็นคอนเสิร์ตที่รวมตั้งแต่ Yesterday จนมาถึง Today ว่าวันนี้พวกเราเป็นยังไงกันบ้าง รู้จักกันได้ยังไง ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ มันก็มีความยากตรงที่ว่าผมเป็นศิลปินสองเจน คือเจนยุคแรกกับเจนใหม่ ก็เลยมีความแตกต่างแต่ก็มีเสน่ห์ด้วย  อีกอย่างสำหรับคอนเสิร์ตนี้คือ ความพร้อมของผมเอง ผมคิดว่าตัวเองไม่เคยพร้อมขนาดนี้มาก่อน ผมพร้อมทางด้านจิตใจและความสามารถ เพราะเมื่อครั้งที่แล้วที่เล่น ผมรู้สึกว่าผมเป็นนักดนตรี ผมซีเรียสมาก แต่ครั้งนี้จะเป็นวาไรตี้โชว์ที่สนุกและมีความเป็นดนตรีมากขึ้นด้วย ก็เลยอยากจะชวนแฟนเพลงที่ทุกวันนี้คุณอาจจะมีลูกแล้วหรือบางคนที่ยังเด็กอยู่ให้มาเจอกัน เพราะเราไม่ได้เจอกันมานานแล้ว

0 Reviews

Write a Review

247CityLife

247CityLife

Related post