A NEW CHAPTER

 A NEW CHAPTER
Spread the love

STAMP STH แสตมป์และผู้ชายของเขา

นอกจากทำนองดนตรี และเนื้อหาของเพลง ที่เป็นเอกลักษณ์ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข นักดนตรีคุณภาพ เขายังเป็นเจ้าของบุคลิกขี้เล่น และโทนเสียงที่สร้างความอบอุ่นใจให้คนฟังได้เสมอมา

ในขวบปีที่ 13 บนเส้นทางสายดนตรี แสตมป์ได้เปลี่ยนบทบาทจากนักร้อง-นักแต่งเพลง ขึ้นแท่นนั่งเก้าอี้ผู้บริหารค่ายเพลง 1 2 sum records ซึ่งเจ้าตัวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ค่ายนี้มีภรรยาของเขาเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังล้วนๆ หลังจากเปิดค่าย ได้ปล่อยเพลงของศิลปินไม่ว่าจะเป็น M Yoss (เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์) หรือ ปัง ตังเต็ก (ปัง-วัชรพงศ์ ตันเต็ก) ออกมาให้แฟนเพลงได้ติดตามผลงานกันมาระยะหนึ่งแล้ว

24 7 City Magazine ถือโอกาสเริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการเชื้อเชิญแสตมป์ และผู้ชายของเขามาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ความเปลี่ยนแปลง (ที่เจ้าตัวบอกว่าไม่เปลี่ยนเลย) และเป็นไปของค่ายน้องใหม่ในวงการเพลงแห่งนี้

A NEW CHAPTER 1

ถ้าถามถึงปี 2561 ที่ผ่านมา สำหรับ แสตมป์-อภิวัชร์ เขายอมรับว่า นี่เป็นปีที่เขารู้สึกกลับมาสนุกกับการเล่นดนตรีอีกครั้ง

“เหมือนเริ่มจะคอนเน็กต์กับสิ่งที่ตัวเองทำได้แล้ว” เขาตอบ

ไม่ว่าจะเป็นงานเพลงที่ได้ใช้เวลากับมันอย่างเต็มที่ ทำให้ทุกครั้งที่เขาขึ้นเวทีจะรู้สึกถึง ‘ความสดใหม่’ และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน รวมทั้งการก้าวขึ้นไปนั่งเก้าอี้ผู้บริหารค่ายเพลงของตัวเองที่เพิ่งเปิดตัวค่ายพร้อมกับศิลปินในสังกัดไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อมุมมอง เสียงดนตรี และวงการเพลงสำหรับตัวเขาอย่างแท้จริง

อยากให้เล่าถึงการเป็นผู้บริหารค่ายเพลงหน่อย เห็นว่าแทบไม่ได้เปลี่ยนตัวเองจากที่เคยทำมาเลย?

แสตมป์ : ใช่ครับ งานบัญชี จัดการโน่นนี่นั่น ภรรยาเป็นคนทำทุกอย่าง (ยิ้ม) ผมก็ทำเหมือนเดิม ไม่รู้สึกว่าต่างเลย เพราะส่วนใหญ่ผมทำเพลงมาตลอด ตอนสังกัดค่ายผมก็ค่อนข้างจะตัดสินใจเอง 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกว่าต่างเลย การมีน้องๆ มาอยู่ในค่ายก็เหมือนมีเพื่อนเพิ่มขึ้น สนุกดี (หัวเราะ) ค่ายนี่เป็นไอเดียของภรรยาผมมากกว่า เพราะจะทำให้เราได้ฝึกตัวเองด้วย 

เหมือนรู้แหละว่า ผมอยากทำสิ่งนี้ไปตลอด ก็น่าจะทำอะไร เพื่อให้ทำงานกับตัวเองได้เรื่อยๆ ต้องทำแล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมา ผมก็อิมโพรไวท์ไปเรื่อยกับชีวิต มีอะไรเล่นก็เล่นไป อยากทำอะไรก็ทำไป ฟังดูไม่มีวิสัยทัศน์เลยนะฮะ (ยิ้ม) แต่จริงๆ ก็เป็นอย่างนั้นภรรยาผมจะเป็นคนวางแผนให้เขารู้จักผมมากกว่าตัวผมเองอีก (หัวเราะ) ผมแค่คิดว่า ถ้ามีค่าย จะทำอะไรกับมันบ้าง จะเอาน้องมาทำอะไร เท่านั้นเอง 

เลือกน้องแต่ละคนมาร่วมงานอย่างไร?

แสตมป์ : ทั้ง 2 คนนี่เจอกันก่อนที่จะมีค่ายแล้วครับ ต้องบอกว่า ถึงจะเป็นค่ายเพลงแต่ก็ไม่ได้มีนายทุน หรือเงินทุนมาก ผมเชื่อว่า ถ้าจะทำอะไรเราต้องทำพอดีตัว เลยเอาน้องที่เราชอบรู้จักกันมาสักพักแล้ว ดูเคมีเข้ากันอยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อนมาร่วมงาน ถึงไม่ได้ทำงานด้วยกันก็ไปแฮงเอาท์ด้วยกัน 

อย่างเอ็ม (ยศวัศ สิทธิวงค์) ผมชอบความคิดเขา สิ่งที่พูด สิ่งที่ทำออกมา รวมถึงเพลงที่แต่ง รู้สึกว่าเขาคิดอะไรเป็นส่วนตัวดี มันจะมีความเอ็มอยู่ ซึ่งผมเห็นแล้วขำ ฟังแล้วยิ้มตาม อะไรประมาณนี้ เป็นความกวนตีนที่ไม่น่าโมโห มันดูน่าเอ็นดู อย่างเพลงของเขา แต่งอะไรของมันวะ ไม่เห็นมีเป้าหมายอะไรเลย แต่ฟังดูก็น่ารักดีนะ

ส่วนปัง (วัชรพงศ์ ตันเต็ก) จะเป็นอีกแบบ ยังเด็กมาก แต่ผมก็ชอบเพลงที่เขาแต่ง พูดเรื่องที่ไม่น่าจะพูดได้ออกมา ตอนแรกชอบเสียง ชอบวิธีเขียนเนื้อคือ เขาไม่ได้ตั้งใจกวนตีนหรอกนะ แต่ว่าวิธีเล่าของเขานี่มันแปลกมากเลย อย่างบทเพลงถึงตัวฉันเองที่ออกกับแฮปเพนนิ่งก็รู้สึกว่า แสบว่ะ ตัวเราเองก็อยากแต่งให้ได้อย่างนี้บ้าง

ถ้าถามถึงสิ่งที่ยากที่สุดในการทำค่ายเพลงตอนนี้ล่ะ คืออะไร?

แสตมป์ : ทำยังไงให้ค่ายเล็กๆ ของเรามีคนฟังมากกว่านี้ (หัวเราะ) แต่อย่างนั้นแหละ เราก็ต้องมีความสุขกันเองในบ้านก่อน

แล้วคิดจะขยายบ้านหลังนี้ไหม?

แสตมป์ : คงต้องใหญ่นะ แต่ถ้าไม่ใหญ่ก็ไม่เป็นไร ผมอยู่มา 13-14 ปี ผ่านมาเยอะ ตอนที่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาผมก็ไม่ได้กะว่าเพลงนี้หรอก ไม่คิดเลย ไม่รู้เลย คือ ถ้าลองไปถามบรรดาผู้บริหารว่าทำไมคุณถึงสำเร็จ เขาตอบได้หมดนะ เพลงนี้มันอย่างนี้ แบบนี้ แต่ถ้าไปถามก่อนออกสิ ไม่ได้พูดอย่างนี้หรอก เพราะเขาไม่รู้ เขาพูดตอนมันโดนแล้วทั้งนั้นน่ะ

ผมบอกตรงๆ เลยนะว่าผมไม่รู้จริงๆ ไม่รู้ว่าบ้านมันจะใหญ่เมื่อไหร่ หรือมันจะใหญ่ไหม

ถ้าอย่างนั้น มองปัจจัยแวดล้อมของน้องๆ เทียบกับตัวเราสมัยทำแรกๆ เหมือนหรือต่างอย่างไรบ้าง?

แสตมป์ : ต่างกันเยอะมากเลยนะสิ่งที่พวกเราทำกันเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นเป็นสื่อหลักหมดเลย การที่เราจะเป็นนีซมาร์เก็ตแล้วมีคนติดตาม ยากพอสมควร เพราะทุกคนฟังวิทยุ ทุกคนดูทีวีช่องเดียวกัน เราจะไปอยู่ในรายการไหนสักรายการหนึ่งนี่มันยาก ตอนนั้นผมว่า การแข่งขันคือการเข้าสู่กระแสหลักให้ได้ แต่สมัยนี้คือการแข่งขันในการสร้างเส้นทางของตัวเองให้ได้ ให้เกิดกลุ่มของตัวเองให้ได้ 

แต่ไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่าสิ่งนี้จะโดนหรือไม่โดน เพราะถ้ารู้ก็คงรวยไปหมดแล้ว แต่ก็มีนะ มีบางจุดที่เรารู้สึกว่า เขาเป๋ พยายามเกินไปแล้ว เขาพยายามที่จะเป็นที่รักของทุกคนเกินไป เราก็จะบอก กลับไป กลับไปทำเหมือนเดิม ไม่เอาแบบนี้นะ ผมว่าภาพลักษณ์เขาชัดอยู่แล้ว แต่เขาจะต้องไม่เป๋กับมัน มองไปก็จะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง

ในวันที่ออนไลน์เข้ามามีบทบาทเยอะคุณรับมือกับมันอย่างไร?

แสตมป์ : ก็สู้กับมันอยู่ แต่ผมก็ยังมีความเชื่อว่า อินเทอร์เน็ตเป็นโชคชะตาอยู่พอสมควร อัลกอริทึ่มไม่ต่างกับชะตาชีวิตของมนุษย์น่ะ ผมเคยคุยกับนักดนตรีในยุคนี้ที่ดังน่ะ ร้อยทั้งร้อยไม่รู้หรอกว่าเพลงนี้มันจะเกิดไวรัลขึ้น มันคาดเดาไม่ได้ ข้อดีของอินเทอร์เน็ตมันเข้าถึงคนง่าย แต่ข้อเสียก็คือ ทุกคนผลิตได้หมดเลย ประชาชน 70 ล้านคนประเทศเราผลิตคอนเทนต์ได้หมดเลยทีนี้แหละ คอนเทนต์ที่จะไปอยู่หน้าหนึ่งมันเกิดขึ้นจากใครล่ะ ก็ยากที่จะเดา 

แต่ก็มีจุดเซฟตรงที่ โอเค เรามีคนที่ติดตามอยู่ เราก็จะกอดเขาไว้ ดังนั้นนโยบายของผมก็คือ ทำให้คนที่ติดตามเรา คนที่กอดเราอยู่มีความสุขก่อนไม่ได้ไปหวังไวรอล หวังแค่ว่าคนที่ตามเราทุกๆ งาน ทุกๆ อย่างที่เราทำ เขาแฮปปี้ก่อน นี่แหละเป็นม็อตโต้ของเรา จะ หนึ่ง สอง ซั่ม ก่อนจะไปถึง 10 น่ะ คนรอบตัวเรา 2-3 คนต้องชอบเราชอบงานเรา มีความสุข แล้วจะไปมากกว่านั้นก็เป็นเรื่องของโชคชะตา

นโยบายของผมก็คือ ทำให้คนที่ติดตามเรา คนที่กอดเราอยู่มีความสุขก่อน เอาประสบการณ์การเป็นโค้ชมาใช้กับค่ายด้วยไหม?

แสตมป์ : ตอนเป็นโค้ช ผมทำมาหลายปีปีแรกๆ เป็นการเปลี่ยนเขาให้เป็นอย่างที่เราคิด พอปีหลังเราเริ่มไม่ทำอะไรมากขึ้นแล้ว มันดีนะ ไม่พยายามไปปรุงแต่ง สุดท้าย เขาร้องเพลงมาตั้งกี่ปีแล้วเราไปพยายามเปลี่ยนมาก มันไม่ทัน สู้ไม่ได้กับต้นทุนที่มี น้องๆ ก็เหมือนกัน
เขาอ่านหนังสือเล่มนี้มา ดูหนังเรื่องนี้มาทั้งชีวิต อยู่บ้านหลังนี้มาทั้งชีวิต เขาก็จะมีกลิ่นอายของเขาอยู่ 

ที่ต้องทำก็คืออาจจะทำโปรดักชั่นให้ซัพพอร์ตให้ จะเป็นการสื่อสารกับมนุษย์มากกว่า เหมือนตอนเดอะวอยซ์เลย เราเอาประสบการณ์ตรงนี้เข้าไปช่วย จากที่เราเคยเล่นมามนุษย์เขาชอบฟังนาทีแค่นี้ แล้วตรงนี้มันต้องเข้าท่อนฮุคแล้ว ก็จะตบแค่ว่า ภาษาเพลงควรจะเป็นอย่างไร รวมถึงการเล่นดนตรี ภาพจำของแต่ละคน ก็มีบ้าง เขาออกเพลงแล้วมีผู้หญิงมากรี๊ด แล้วเขาอยากจะหล่อขึ้น ดูน่ารักขึ้น ไม่ เขากรี๊ดมึงเพราะว่ามึงเท่เว้ย อย่ามาทำน่ารักนั่นก็เป็นสิ่งที่เราช่วยแนะนำเขา

แล้วกับงานส่วนตัวล่ะ ที่ผ่านมาดูเหมือนคุณก็ได้ทำงานที่อยากทำเยอะขึ้นด้วย?

แสตมป์ : ปีก่อนได้ทำอัลบั้มเพลงสากลแบบสะใจมากเลย (ยิ้ม) คือ ตอนที่คิดจะทำก็ยังตกใจว่า มึงจะบ้าเหรอ แต่พอทำออกไปฟีดแบ็กดีมีแฟนเพลงกลุ่มหนึ่งที่ชอบชุดนี้มากพยายามตามมาดูเพื่อที่จะฟังเพลงชุดนี้เท่านั้น รู้สึกสะใจนะ ตอนที่คิดออกมายังกลัวอยู่เลย เหงื่อตก ว่าจริงเหรอวะ แต่พอมีค่ายเพลงก็เลยทำนี่ก็เพิ่งทำเสร็จไปอีกชุดหนึ่ง เพลงสากล 5 เพลง แต่คิดว่าปีนี้จะกลับมาทำเพลงไทยแบบจริงจัง เพราะช่วงที่ผ่านมาเรากลับมาเล่นสดแล้วเราสนุกมากก็อยากมีเพลงใหม่ๆ ให้เขาร้องได้บ้างรู้สึกว่าเราน่าจะมีช่องทางของเราที่อยู่ตรงกลางระหว่างสากลกับไทยถ้าเอา 2 ศาสตร์นี้มารวมกันแล้วอะเรนจ์ก็เป็นโปรเจกต์ที่อยู่ในใจ อยากจะทำสัก 4-5 เพลง

ตั้งแต่เริ่มทำงานเพลงมาจนถึงวันนี้ มองเพลงตัวเองเปลี่ยนไปไหม?

แสตมป์ : ผมว่าเพลงผมวัยรุ่นขึ้นนะ ผมลองไปฟังเพลงเก่าๆ ของตัวเองแล้วเหมือนคนมีวุฒิภาวะขึ้น แต่ตอนนี้เหมือนตัวเองอ่อนไหวลง ผมว่ามันอยู่ที่เราเสพด้วย เราฟังเพลงเด็กสมัยใหม่มากขึ้น แล้วรู้สึกว่า สนุกดีว่ะ อาจจะเป็นช่วงที่เราไม่ได้ซีเรียสกับชีวิตก็ได้ เมื่อก่อนดูหนังอาร์ตเยอะ อ่านหนังสือเยอะก็เลยเป็นอย่างนั้น ช่วงนี้ดูแต่เน็ตฟิกซ์ก็เลยเป็นอย่างนี้

ผมรู้สึกว่าตัวเราวันนี้ดีกว่าเมื่อวานในแง่จิตใจ อาจเป็นเพราะนิสัยผู้ใหญ่ขึ้นนะ แบบนี้น่าจะเป็นความแก่ (หัวเราะ) อายุครับอายุ ผ่านอะไรมาเยอะ แล้วเราก็คุยกับตัวเองมากขึ้น แม้แต่ตัวเราเองก็มีภาพสะท้อนของคนแต่ละคน ที่คิดว่าคนโน่นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ซึ่งบางทีเรานั่นแหละที่คิดไปเอง ซึ่งเราไปแคร์สิ่งนี้ไม่ได้

วิธีคิดที่เปลี่ยนไปนี่ ภรรยามีส่วนไหม?

แสตมป์ : อาจจะเกี่ยวที่เราอยู่กับเขาเยอะก็ได้ มาเติมเต็มส่วนที่เราไม่เข้มแข็ง เป็นนิสัยที่ไม่เหมือนกัน แล้วทำให้เรารู้ว่าใช้ชีวิตกับเขานี่ดีจัง ผมไม่ได้บอกว่าไม่ได้แคร์ความรู้สึกคนอื่นนะ แต่ไม่ได้แคร์ความคิดเห็นของคนอื่น ผมซึมซับจากเขาแน่ๆมันคือความกลัวเมียหรือเปล่า (หัวเราะ)

A NEW CHAPTER 2

Mr.paper mache เอ็ม – ยศวัศ สิทธิวงค์

นอกจากคาแร็กเตอร์ หนุ่มแว่นมาดเซอร์ เป็นภาพจำแรกๆของคนฟังเพลงที่รู้จัก เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์ ที่เปิดตัวในฐานะศิลปินเบอร์แรกของค่าย 1 2 sum records (หนึ่ง-สอง-ซั่ม เรคคอร์ดส์) ค่ายเพลงของแสตมป์-อภิวัชร์ หลายคนคุ้นเคยกับเขาในมุมของตากล้องที่เคยร่วมงานกับศิลปินอย่างโฟร์-มด Scrubb หรือตากล้องหลักให้กับภาพยนตร์เรื่อง ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ รวมทั้งพระเอกมิวสิกวิดีโอเพลง ‘ทางของฝุ่น’ ของ อะตอม-ชนกันต์ และ ‘มนุษย์ลืม’ ของแสตมป์ รวมถึงรับบทนำในซีรี่ส์ Love Songs Love Series ทาง GMM 25 และยังติดหนึ่งใน 50 หนุ่มคลีโอในฝัน 2018 อีกด้วย

“ภาษาเหนือมันคือ สะป๊ะสะเป้ หรือการโฮ๊ะ หรือการรวมน่ะครับ” เขานิยามตัวเองสั้นๆ ด้วยคำว่า ‘เปเปอร์มาเช่ต์’ จากการประกอบรูปทรงชีวิตทำนอง ‘ตัดแปะ’ ที่จนถึงวันนี้เจ้าตัวก็ยอมรับว่า ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็สนุกกับการทำไปเรื่อยๆ

จากคนทำงานเบื้องหลัง ก้าวขึ้นสู่เวทีเบื้องหน้าอย่างเต็มตัวถึงอย่างนั้น นักดนตรีหนุ่มจากเชียงรายคนนี้ ก็ยังยืนยันว่า ชีวิตประจำวันของเขานั้นทุกอย่างยังเหมือนเดิม โดยความโชคดีของการ ‘ยังไม่ดัง’ (แต่ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนฟังเพลงแล้ว) ในตอนนี้ทำให้เขาสามารถ ‘ฝิ่นงาน’ ต่างๆ ให้กับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพ ตัดต่อ หรืองานฟรีแลนซ์ใดๆ ก็ตาม

แต่หากจะถามถึงตัวตนในบทเพลง เอ็มอธิบายความเป็นเขาในห้วงทำนองเหล่านั้นว่า ไม่ต่างอะไรกับพวก ‘โลกสวย’ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ผ่านเรื่องร้ายๆ มาเยอะ

“สิ่งที่ชัดก็คือ เพลงทุกเพลงที่เขียน ค่อนข้างเป็นคนหลอกตัวเองว่ามองโลกแง่ดี ถึงโลกจริงๆ จะมีด้านดาร์ก ด้านแย่ แต่ก็ไม่ค่อยได้โชว์ด้านเศร้าของตัวเองเท่าไหร่ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยากจะเสพความเศร้าขนาดนั้น รู้สึกว่าการที่ไปเจอคนอื่น มันควรบวกๆ เหมือนเพลงของเราด้วย เติมพลังบวกให้คนอื่นดีกว่า ถ้าเราแย่เขาก็น่าจะเติมกลับมา เพลงผมก็น่าจะประมาณนั้น”

เอ็มยอมรับว่าสิ่งที่ทำล้วนไม่ต่างจากทางเลือกของสัญชาตญาณ ซึ่งหากย้อนมองตัวเองตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด

“เอามันน่ะ (หัวเราะ) ตั้งแต่เด็กแล้ว เราเลือกทุกอย่างเพราะความมัน ตอนมัธยมฯ เราเลือกเรียนภาษาจีนเพราะอยากไปวัดเส้าหลิน อยากเป็นกังฟู แล้วก็ชอบหนังเรื่องหนึ่ง ก็รู้สึกว่าอยากเรียนหนังเลยมาเรียนฟิล์มที่ธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นอยากทำเพลงเราก็แต่งเพลงเข้าไป หลายอย่างมันมีทางเลือก และเราเลือกเพราะความสนุกอยู่แล้วในทุกๆ ทางเลือกที่เข้ามา”

ทางเลือกที่ถือว่าเปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างชัดเจนก็คือวันที่ต้องเข้ามาใช้ชีวิตตัวคนเดียวในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่นอกจากต้องปรับแต่งชีวิตให้เข้ากับความเร็วของเมืองแล้ว เขายังต้องปรับแต่งทัศนคติในการใช้ชีวิตจากการแยกทางกันของพ่อแม่อีกด้วย

“ตอนนั้น พ่อก็สอนว่า พ่อและแม่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ลูกก็รู้อยู่แล้ว ผู้ใหญ่ทุกคนก็ไม่ได้จะถูกต้องเสมอ ฉะนั้น ต่อจากนี้ทำอะไรก็ ลุยเลย เหตุการณ์นั้นก็ทำให้เรารู้สึกว่า เออ ชีวิตของเราโตขึ้นแล้วว่ะ เราทำอะไรที่เราต้องการ เราก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่มันเกิดขึ้นด้วย หลังจากพ่อกับแม่แยกทางกันเราก็มาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ตอนนั้นเราเลือกทางเดินของเราเองได้แล้วนะ เราอยากทำอะไรเราก็ทำเลย มันเหมือนเป็นต้นทุนของเรา”

ขณะเดียวกัน การสะสมชั่วโมงบินไม่ว่าจะเป็นงานเบื้องหลังหรือเบื้องหน้าก็ถือเป็นสิ่งที่เอ็มทำมาโดยตลอด เขามองว่านั่นเป็นข้อดีของการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งทำให้ตัวเองต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

“มีงานหนึ่งที่คนบอกว่า เราถ่ายไม่ดีเลย ด่าเรา เอาเลนส์ไปปาทิ้งเถอะ ถ่ายอะไรมา ตอนนั้นดาวน์นะ แต่มันก็เหมือนเป็นแรงที่ดันขึ้นมาให้พยายามฝึกฝนเพื่อทุกอย่างดีขึ้น  ข้อผิดพลาดน้อยลงเท่าที่จะทำได้ ตื่นเช้ามาดูยูทูบ ศึกษาอะไรเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจที่จะทำทุกวันให้มันดีขึ้น มันก็เป็นทางเลือกน่ะ ว่าเราจะยอมจำนนกับคำพูดนั้นหรือเปล่าจะเปลี่ยนไม่ทำอาชีพกล้องเลยก็ได้ หรือจะเดินไปอีกทางหนึ่ง เป็นกล้องที่ดีขึ้นเมื่อวานเราอาจจะยังไม่ได้ แต่เราก็พยายามทำต่อไป”

เมื่อชีวิตคือการเรียนรู้ และหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง ถึงเขาจะไม่ได้เป็นประเภทมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าตัวเองอยากทำอะไร แต่เรื่องความสนุกในชีวิตเอ็มมักจะเต็มที่กับมันเสมอ

“ผมไม่เคยตั้งเป้าว่า คนเราเกิดมาชีวิตหนึ่งจะต้องเป็นศิลปิน แต่จะมองว่าทำวันนี้ให้มันเกิดขึ้นก่อน เหมือนถ้าอยากจะทำมิวสิกวิดีโอ มันต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง พอคนมาเห็นงานนี้ ก็ไปอีกงานหนึ่ง ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ยอมรับที่ตัวเองมีข้อผิดพลาดสนุกกับสิ่งที่เราควบคุมได้ มองเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า ทุกอันมันทำได้ แค่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม ถ้าเรามองเป็นกลุ่มก้อนความรู้สึก ยากว่ะท้อว่ะ มันจะไม่เกิดอะไรเลย มีแต่จะต้องทำแล้วก็ไปต่อ ถ้าเราอยากจะทำให้เกิดขึ้น เราจะเห็นว่า ทางที่จะไปสู่ตรงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ทำยังไงบ้าง”

ไม่ต่างจากภาพศิลปินสำหรับตัวเขา ซึ่งดูมีมิติเยอะขึ้นกว่าสิ่งที่คิดไว้ตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการฝึกฝน การสื่อสารกับคนทำงาน หรือกระทั่งเรื่องของสุขภาพ ก่อนจะไปจบที่ ความสุขบนเวที

“ผมทำอะไรก็ตามในชีวิตด้วยความสนุกครับ” รอยยิ้มของเขาก็ทำงานอีกครั้ง

หลายอย่างมันมีทางเลือก และเราเลือกเพราะความสนุกอยู่แล้วในทุกๆ ทางเลือกที่เข้ามา

A NEW CHAPTER 3

on the Music way ปัง – วัชรพงศ์ ตันเต็ก

อีก 10 ปีคนก็ยังหยิบเพลงนี้ขึ้นมาฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะอยู่ ขอแค่เพลงเดียวก็ถือว่าสำเร็จแล้วครับ

“พี่แสตมป์เคยบอกว่าผมเป็นคนที่จริงจังกับทุกเรื่อง งาน ชีวิต มันก็เลยส่งไปที่ตัวโทนเพลงที่ปล่อยออกไป จริงๆ ผมเป็นคนชอบอะไรเฮฮานะ โดยเฉพาะเวลาอยู่กับเพื่อนๆ พี่ๆ”

รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของ ปัง-วัชรพงศ์ ตันเต็ก อาจทำให้เราไม่คุ้นเคยกับเขาในเพลงที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘แพ้’ หรือ ‘รู้รึเปล่า’ เท่าไหร่นัก

ภายใต้มาดความเคร่งขรึมในชุดยีนส์กับกีตาร์โปร่ง ปัง ตันเต็ก เป็นศิลปินอีกคนที่ แสตมป์-อภิวัชร์ปลุกปั้นจนออกสู่สายตาคนฟังเพลงซึ่งเขายอมรับว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบฟังเพลงสไตล์ โฟล์ค-คันทรีที่มีกลิ่นอายของบลูส์ นิดๆ ทำให้คาแร็กเตอร์ส่วนตัวค่อนข้างออกไปในโทนนี้อย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทางเพลงจะเป็นไปแบบนั้นด้วย เพราะเขายังรู้สึกว่านอกจากความชอบส่วนตัวของคนทำเพลงแล้ว การสื่อสารให้ถึงคนฟังก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงทำให้เพลงของเขาที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงการคงกลิ่นอายเอาไว้ และใช้เครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ เข้ามาช่วยเติมเต็ม และสร้างคาแร็กเตอร์ให้คนฟังสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่ต้องการสื่อสารได้

เสียงเพลงเป็นโลกอีกใบของเภสัชกรหนุ่ม ที่การันตีความชอบของเขาจากรางวัลชนะเลิศโครงการเสรีภาพเสรีเพลง จากเพลง ‘บทเพลงถึงตัวฉันเอง’ ในปี 2015 มาได้ในที่สุด ซึ่งเพลงดังกล่าวก็ได้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มากำกับมิวสิกวิดีโอ ทำให้ปังกลายเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่โดดเด่นและถูกพูดถึงในกลุ่มนักฟังเพลงในช่วงเวลานั้น

“ผมเพิ่งเริ่มเล่นดนตรีมาไม่กี่ปีอาศัยการฝึกฝนมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนเล่นกีตาร์อย่างเดียวกับวง พอไม่มีนักร้องทำอะไรไม่ได้เลย หรือเวลาที่เราอยากเล่นกีตาร์คนเดียวแล้วอยากร้องเพลงด้วย ก็เลยหัดร้อง ชอบร้องเพลงตอนอาบน้ำ มีวันหนึ่งทำเสียงหลบได้ แล้ววันต่อมาทำไม่ได้แล้ว ก็เลยฝึกมาเรื่อยๆ หลังจากร้องเพลงได้ก็เริ่มฝึกเขียนเพลง อยากมีเพลงของตัวเอง ไปที่ร้านหลังศิลปากร สนามจันทร์ ไปได้ความรู้เกี่ยวกับเพลงที่นั่น”

จากความชอบ กลายเป็นความหลงใหล เพราะนอกจากสุนทรียศาสตร์ของเสียงดนตรีที่ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนเปลี่ยนไปตามห้วงทำนองแล้ว ในฐานะคนทำเพลงปังยังถือว่านี่เป็นเรื่องของการสื่อสารความรู้สึกที่เข้ามากระทบกับตัวเขาในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย

“หน้าตาโลกของดนตรีสำหรับตัวผม เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางวันเศร้ามาก บางวันสนุกมาก บางวันมีรอยยิ้ม บางวันดีจัง เฉดสีแตกต่างกัน แย่ เฉยๆ ดี” เขายกตัวอย่าง

ขณะเดียวกัน ดนตรียังถือเป็นเครื่องมืออันเป็นปริศนาของโชคชะตา ตามความรู้สึกของเขาเพราะไม่อย่างนั้น เขา และแสตมป์คงไม่ได้พบกันในร้านขายยาแห่งหนึ่งด้วยความบังเอิญ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้มาทำเพลงของตัวเองอย่างทุกวันนี้

ปังยอมรับว่า ความยังไม่ดังของตัวเองทำให้การแบ่งหน้าที่ระหว่างการเล่นดนตรีกับงานด้านเภสัชกรของตัวเขานั้นอยู่ในบาลานซ์ที่จัดการได้ ซึ่งหากถามถึงเพื่อนๆ ในวงการยา เขาบอกว่า หลายคนรอบตัวเขาค่อนข้างตื่นเต้นอยู่พอสมควร เพราะคนในสายงานนี้ไม่ค่อยมีใครได้ทำเพลงสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนวิชาชีพแพทย์

“ผมอยากทำเพลงให้ได้อย่าง นายสะอาดครับ” เขาหมายถึง ครูเป็ด-มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร เภสัชกรอีกคนที่ปังรู้จักในวงการเพลง

เมื่อถามถึงเป้าหมาย คำตอบของเขาก็คือ ทำให้ดีที่สุด เยอะที่สุดเท่าที่จะมีโอกาสทำได้

“ผมอยากทำเพลงที่ไม่มีเงื่อนเวลา หมายถึงอีก 10 ปีคนก็ยังหยิบเพลงนี้ขึ้นมาฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะอยู่ ขอแค่เพลงเดียวก็ถือว่าสำเร็จแล้วครับ”

นอกจากไร้กาลเวลา เขายังอยากให้เพลงเป็นส่วนเติมเต็มความรู้สึกของคนฟังด้วย เพราะหากทำเพลงออกมาทำให้คนรู้สึกดีขึ้นจากช่วงเวลาที่แย่ๆ นั่นก็ทำให้ความสุขในเสียงเพลงของตัวเขาบรรลุแล้ว

“หรือช่วยเปลี่ยนโลกจากสีครึ้มๆ มาเป็นเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องดีก็ได้ นั่นถือว่าพอแล้ว”

รวมทั้งการให้ดนตรีนำพาเขาออกเดินทางไป ไม่ว่าจะเป็นตามเวทีคอนเสิร์ตต่างๆ หรือคอนเสิร์ตของตัวเองก็ตามแต่ที่เสียงเพลงจะพาไป

“จริงๆ การเดินทางเป็นเหมือนผลของการกระทำ ถ้าไม่ได้ทำเพลง ก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ผมว่าทุกอย่างมีเหตุ และผลของมัน ทั้งได้เจอพี่แสตมป์ที่ร้านยา ได้ทำเพลงกับแฮปเพนนิ่ง ก็ถือเป็นโชคชะตา เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้น”

หรืออย่างน้อยที่สุด ปังก็ถือว่าตัวเองโชคดีมากแล้วที่มีคนฟังเพลงของเขา

A NEW CHAPTER 4

“ลองดูนะพี่ 1… 2… ซั่ม!”

ทันทีที่สิ้นเสียงให้จังหวะ ตัวของ เอ็ม-ยศวัศก็ลอยตัวฉีกขาอยู่กลางอากาศขณะที่แขนทั้ง 2 ข้างประคองกีตาร์ตัวเก่งของเขาอยู่

ไม่ไกลกันนั้น ปัง-วัชรพงศ์ ก็กำลังจูนสายกีตาร์สำหรับการเข้าเฟรมถ่ายทำในคิวต่อไป

ส่วนเจ้าสำนักอย่างแสตมป์น่ะเหรอ ก็กำลังดูเพลงที่ตัวเองสนใจในยูทูบอยู่นั่นแหละ

ทั้ง 3 คนยอมรับว่า บรรยากาศในการทำเพลงของค่าย 1 2 sum เรคคอร์ดส์นั้นก็ประมาณนี้

“ก็ทำไปเรื่อยๆ ครับ บางทีหยิบอันนี้ออก ใส่อันนั้นเข้ามาจนจำอันแรกไม่ได้” เอ็มเล่าด้วยรอยยิ้ม

สำหรับ แสตมป์ ค่ายเพลงของตัวเองก็ไม่ต่างจากการเริ่มต้นใหม่ เขามองว่า นอกจากความชอบ (ที่มีภรรยาเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ) ยังมีความง่ายที่มีความหมายด้วย

“เหมือนเด็กกำลังเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง แล้วคุณรู้ไหม วันหนึ่งคนเรานับ หนึ่ง สอง สามเยอะมาก แต่เราไม่รู้ตัว พอผมตั้งชื่อนี้ปุ๊ป ผมก็ได้ยินชื่อนี้ตลอดเลย”   

ทั้งเอ็มและปังยอมรับว่า การทำงานเพลงเป็นอะไรที่พวกเขาได้เรียนรู้อยู่ตลอด โดยเฉพาะประสบการณ์จากโค้ชแสตมป์ ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง หรือขั้นตอนในการทำงาน วิธีคิด ที่ไม่ใช่แค่สัญชาตญาณเพื่อกลั่นเป็นเสียงเพลงออกมา

แน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้ไปเชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 3 คนด้วยความสำเร็จนั้นเริ่มตั้งแต่การลงมือทำแล้ว

“ผมเชื่อว่า คนเราทำงานแล้วชอบมัน งานชิ้นนั้นก็ต้องมีคนชอบ  ไม่มากก็น้อย เราอย่าไปดูถูกคนที่ชอบเรา ในเมื่อพวกเขามีอยู่จริง เราก็ต้องอยู่เพื่อเขาด้วย” แสตมป์อธิบาย

นี่ก็ถือเป็นก้าวแรกอีกก้าวของทั้งศิลปินหน้าใหม่ และเจ้าของค่ายหน้าใหม่ที่กำลังจะก้าวที่สอง และก้าวที่สามต่อไปในอนาคต

4 Reviews

Avatar
buy cialis with paypal
1

Primary Care Propecia Plaiptlelt [url=https://apcialisz.com/]Cialis[/url] enerwerloase Endocarditis Prophylaxis With Cephalexin TymnZennatte Cialis Liagstak Nolvadex For Sale Amazon

Avatar
order cialis
1

difference between cialis and cialis professional exaviewige [url=https://ccheapcialisl.com/]online cialis pharmacy[/url] bruseemparee Cialis 20 Mg Precio En Farmacias PlulkPaliMek Cialis Dafromparf Cialis Ch

Avatar
cheapest cialis online
1

Progesterone Price Plaiptlelt [url=https://ascialis.com/#]online cialis[/url] enerwerloase Viagra Substitutes That Work TymnZennatte cialis online canada Liagstak Prix Cialis 5mg Cpr 28

Write a Review

247CityLife

247CityLife

Related post