อะไร ?? คือ New Normal หลังพ้นวิกฤต COVID-19

 อะไร ??  คือ New Normal หลังพ้นวิกฤต COVID-19
Spread the love

ช่วงเวลาอันไม่ปกติภายใต้สภาวะ COVID-19 ที่ยังคงดำรงอยู่ในขณะนี้แบบไม่มีทีท่าว่าจะจากไปง่ายๆ แถมยังตั้งท่าจะกลายพันธุ์ให้เกิดความหวาดวิตกเพิ่มชึ้นอีก

แน่นอนว่า…ภายใต้สภาวะที่ไม่ปกติเช่นนี้ วิถีชีวิตผู้คนย่อมต้องเปลี่ยนแปลงและมีการปรับตัว จนเกิดศัพท์ใหม่อย่าง New Normal หรือที่ราชบัณฑิตยสภาได้บัญญัติความหมายไว้ว่า #ความปกติใหม่ #ฐานวิถีชีวิตใหม่ ซึ่งหมายถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากอดีต

การเว้นระยะห่างทางสังคม ร้านอาหารกับฉากกั้น การใส่หน้ากากอนามัย การใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สิ่งเหล่านี้ เคยเป็นเพียง ‘ทางเลือก’ ของผู้รักความสะอาดในระดับสูงสุด ก็ได้กลายมาเป็นจริตและ ‘ทางรอด’ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่จะเพิ่มขึ้น แม้เพียงสักนิดก็ยังดี

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อสภาวะ COVID-19 ผ่านพ้นไป สิ่งที่ได้รับการปฏิบัติเหล่านี้ จะยังคงเดิม และเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ หรือ New Normal ในโลกหรือไม่?

หลายสำนักต่างวิเคราะห์ว่า พฤติกรรมของผู้คน จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สุขอนามัยจะถูกให้ความสำคัญมาเป็นลำดับต้นๆ จากความเคยชินที่กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะปัจจุบัน (ที่อาจจะลากยาวต่อไปถึงระยะ 12-18 เดือนเป็นขั้นต่ำ…) และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันก็จะมีช่องเว้นว่างที่มากขึ้น

แต่กระนั้นแล้ว ถ้าจะนิยามสิ่งที่เรียกว่า  #New Normal จริงๆ นั้น  จะพบว่า  ต้องเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากเดิมไป ‘อย่างยั่งยืน’ เช่น การมาถึงของระบบซื้อของออนไลน์หลังวิกฤติ SARS หรือการตรวจจับหาวัตถุต้องสงสัยในท่าอากาศยานหลังเหตุก่อการร้าย 911 ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

เช่นนั้นแล้ว โลกหลัง COVID-19 จะออกมาในรูปแบบใด? นี่เป็นปุจฉาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ในทางสาธารณสุข แม้จะเป็นเรื่องที่ระดับสากลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ  ในขณะนี้ แต่เหตุการณ์โลกก็ได้พิสูจน์แล้วว่า มันมีวันที่มนุษยชาติจะ ‘ชนะ’ ความป่วยไข้ เมื่อวัคซีนที่สมบูรณ์แบบถูกผลิตขึ้น เมื่อนั้น COVID-19 ก็จะกลายเป็นเพียงเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่สามารถรักษาหาย และสร้างภูมิคุ้มกันได้ในราคาที่เอื้อมถึง ความสำคัญด้านสาธารณสุขก็จะถูกเบียดจนกลายเป็นเพียงเรื่องรองลงมา

แต่ในด้านอื่นนั้นต่างหาก ที่จะเป็นตัวชี้วัดความเป็น New Normal ที่แท้จริง ทั้งแง่เศรษฐกิจ และสังคม

เราพบว่ากระบวนการทำงานไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากผ่านการ Work From Home ด้วยอุปกรณ์ออนไลน์ และได้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ บางหน่วยงานในการแก้ปัญหาที่มีต่อประชาชน ได้เห็นว่าสังคมนั้นมีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นมากน้อยแค่ไหน เราได้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤติ มีคนที่พร้อมจะฉวยโอกาสอย่างหน้าไม่อาย และคนที่พร้อมจะสละตนเองเพื่อคนอื่นได้โดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง รวมถึงได้เห็นความไร้ระเบียบ ความเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคม

COVID-19 ไม่ใช่ Game Changer หากแต่เป็น Catalyst หรือตัวเร่ง ที่จะผลักดันให้ Normal ของโลกถัดจากนี้ ต้องหันกลับมาทบทวนกระบวนการที่ใช้รับมือกับประชากรจำนวนมาก และจะยิ่งทวีขึ้นในแต่ละปีที่ผันผ่านไป

เราไม่อาจทำนายทายทักถึงสภาพการณ์และอนาคตได้อย่างแม่นยำเต็มร้อย (และไม่ว่าใครก็คงไม่สามารถจะทำได้…) แต่เชื่อว่า กระบวนการตรวจสอบทางสังคมจะเข้มข้นขึ้น กระบวนการทำงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเคลื่อนไหวในภาคสังคมจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะ COVID-19 ได้เปิด ‘แผลเก่า’ ที่ถูกปิดบัง และเปิดพรมกวาดเอาปัญหาที่เคยถูกซุกเอาไว้ให้ออกมาอยู่บนหน้ากระดานท่ามกลางแสงไฟ โดยไม่สามารถมองข้ามได้อีก นี่ต่างหาก ที่เราจะต้องถือว่าเป็น ‘New Normal’ อันแท้จริง

ในวันนี้ ฉากกั้นในร้านอาหาร เจลล้างมือ หน้ากากอนามัย เป็นสิ่งจำเป็น (Mandatory) ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เมื่อผ่านพ้นวิกฤติลูกนี้ไป สิ่งที่เคยจำเป็น ก็จะเป็นแค่เพียงเรื่องชั่วคราว สถานประกอบการก็จะกลับมาดำเนินกิจการตามปกติ ระบบขนส่งมวลชนจะเริ่มวิ่ง บริษัทห้างร้านจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

ใช่… ความปกติจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่มันจะมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง เป็นโลกทัศน์แบบใหม่ที่ต้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่ที่ความขลุกขลัก ความไม่ซื่อตรง และความไม่แน่นอนจะต้องถูกกำจัดทิ้งไป

จนมันกลายสภาพ จาก New Normal สู่ความ Normal อันแสนปกติใหม่ ในท้ายที่สุด เฉกเช่นนั้นเอง

แต่ที่แน่ๆ เพี่ยงไม่กี่วันหลังการปลดล็อคดาวน์ ผ่อนปรนมาตรการอันเข้มงวด ภาพของการเว้นระยะห่างทางสังคม  หรือการใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เราเรียกกันว่า New Normal นั้นก็ถูกละเลยซะแล้ว

247editor

247editor

Related post